หวัดหมู เรื่องไม่หมู ของคนกินหมู

เชื้อโรคร้าย จากหมูสู่คน

        กับโรคระบาดล่าสุดที่ชื่อว่าหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A 2009 หรือหวัดแม็กซิกัน หรือจะเรียกว่าหวัดหมู มันก็ล้วนแล้วแต่มาจากต้นกำเนิดเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่รับรู้กับโดนทั่วไป และทำทีเป็นไม่ยอมรับหรือรับไม่ได้ในความรู้นี้นั่นเอง เหตุเพียงเพราะมันเป็นเรื่องหมูๆ

        ในช่วงของการจัดการกับการระบาดของไข้หวัดนก มีการฆ่าสัตว์ปีกทุกชนิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค แต่เมื่อมีการระบาดของหวัดหมู อิยิปต์สั่งฆ่าหมู ถูกคนกินหมูทั่วโลกประณาม ทั้งที่มันเป็นความจริง ที่ต้องกำจัด จากงานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันในเรื่องอันตรายที่จะมากับหมู โดยเฉพาะรายงานที่ระบุชัดเจนว่า “ไวรัสจากหมูสู่ คนต้นตอสารพัดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่”

        โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการ ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน ให้ข้อมูลว่าในปี 2548 องค์การอนามัยโลก ได้มีการจัดอันดับโรคอุบัติใหม่ในคน โดยพบว่ามีเชื้อโรคในคนมากกว่า 1,400 ชนิด

        3 ใน 4 ของจำนวนนี้ เป็นโรคที่เกิดจากสัตว์สู่คน และเป็นโรคอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำจำนวน 177 ชนิด ในจำนวนนี้ 37% เป็นโรคที่เกิดจาก อาร์เอ็นเอไวรัส (RNA virus) ซึ่งอาร์เอ็นเอไวรัสในกลุ่มนี้จำนวน 49% ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบ ส่วนที่เหลือเป็นโรคที่เกิดในระบบอื่นๆ เช่น โรคซาร์ส, ไข้หวัดนก และไข้หวัดหมู

        ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก ที่เปลี่ยนชื่อมาจากโรคไข้หวัดหมูที่เรียกในตอนแรก จากการตรวจวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมทำให้นักวิจัยพบว่าโรค ดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 (H1N1) หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดหมู แต่ไม่ใช่เชื้อไข้หวัดหมูธรรมดา ทว่าเป็นเชื้อไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ที่มียีนคล้ายกับเชื้อไข้หวัดนกและไข้ หวัดคนผสมรวมอยู่ด้วย และยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทำให้หมูที่ติดเชื้อนี้ป่วยเป็นโรคแต่อย่างใด นับว่าเป็นการกลายพันธุ์ของเชื้อครั้งมโหฬารทีเดียว

       โรคไข้หวัดหมูสายพันธุ์นี้ถือว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ จากที่พบการระบาดครั้งแรกในช่วงปี 2460-2461 ที่เรียกว่าไข้หวัดใหญ่สเปน ซึ่งเกิดจากเชื้อ H1N1 (เชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม) และทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 20-40 ล้านคน หลังจากนั้นก็พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากเชื้อโรคดังกล่าวอยู่เนืองๆ และเริ่มสงสัยว่าเชื้อไข้หวัดหมูอาจมีการกลายพันธุ์

       จนกระทั่งใน ปี 2541 พิสูจน์ได้ครั้งแรกว่าหมูที่เลี้ยงในฟาร์มแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ มีเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก หรือ 3 เกลอ ซึ่งพบเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดขึ้นเมื่อหมูติดเชื้อไข้หวัดหมู, คน และนก ในเวลาเดียวกัน ทำให้ไวรัสมีการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนยีนกันจนเกิดการกลายพันธุ์ และปรับตัวเรื่อยมาจนสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยไม่ต้องผ่านหมู ซึ่งเชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกที่ระบาดอยู่ขณะนี้แตกต่างไปจากเชื้อกลาย พันธุ์ 3 เกลอ ที่เคยพบมาก่อนหน้านั้น

       ศ.นพ.ธีรวัฒน์ ได้อธิบายไว้ต่อว่า "โอกาสที่เชื้อนี้จะกลายพันธุ์และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่นั้น บอกได้ยาก ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของเชื้อ ซึ่งเมื่อไวรัสผ่านจากคนสู่คนหลายๆ ครั้ง ร่างกายของคนก็จะเริ่มมีภูมิคุ้มกันมาต้านทานเชื้อ ส่วนเชื้อไวรัสก็ต้องการอยู่รอด จึงต้องพยายามปรับตัวเองให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ เพิ่มความสามารถให้แพร่พันธุ์ต่อไปได้รวดเร็วและมากขึ้น อยู่ในอากาศได้นาน และจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ในระบบทางเดินหายใจได้ดียิ่งขึ้น"

       อย่างไรก็ตาม นอกจากโรคไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ที่กล่าวมา ยังมีโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่จากสัตว์สู่คนอีกหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวังมาก ไม่น้อยไปกว่ากัน เช่น โรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ซึ่งมีค้างคาวเป็นพาหะ

       "สมัยก่อนไวรัสนิปาห์จากค้างคาวจะแพร่สู่หมู แล้วจึงติดต่อมาสู่คน แต่ระยะหลังพบว่าสามารถติดต่อจากค้างคาวสู่คน และจากคนสู่คนได้เลย ถือเป็นการพัฒนาขั้นสูงสุดของไวรัสแล้วที่จะสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ ซึ่งล่าสุดพบการระบาดจากคนสู่คนในบังกลาเทศเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่ติดต่อได้ง่ายเท่ากับโรคไข้หวัดหมู ทว่ามีความรุนแรงกว่ามาก ตั้งแต่พบโรคนี้ครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 2541 จนถึง 2551 มีผู้ป่วยแล้ว 477 ราย และเสียชีวิตไปแล้ว 248 ราย อัตราการตายสูงถึง 52%" นพ.ธีรวัฒน์เผยข้อมูล และจากการสำรวจค้างคาวในประเทศไทยก็พบว่ามีเชื้อไวรัสนิปาห์อยู่เยอะพอสมควร

       ยิ่งกว่านั้นในค้างคาวยังเป็นรังของโรคอื่นๆ ได้อีกมาก เพราะในค้างคาวเป็นแหล่งผลิตเชื้อไวรัสได้มากกว่า 80 ชนิด รวมทั้งไข้หวัดใหญ่ อีโบลา และซาร์สด้วย ซึ่งในขณะนี้เราอาจไม่รู้ว่าค้างคาวกำลังแพร่เชื้อโรคใดมาสู่มนุษย์อีกหรือ เปล่า ส่วนหมูนั้นสามารถรับเชื้อเข้าไปได้หลายชนิดโดยไม่ป่วยหรือแสดงอาการใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อมาสู่คนได้ จึงนับว่าเป็นตัวพาหะและโรงงานผลิตเชื้อไวรัสที่สำคัญมากที่จะแพร่เชื้อโรค มาสู่คน รวมทั้งโรคไข้สมองอักเสบเจอีด้วยเช่นกัน

       นอกจากนี้ผอ.ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน บอกว่า แนวโน้มโรคจากสัตว์สู่คนในอนาคตนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะคนและสัตว์ใกล้ชิดกันมากขึ้น จากการที่คนเราเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่า หรือชอบนำสัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆ มาเลี้ยง หรือนำมาเป็นอาหาร ทำให้เชื้อโรคจากสัตว์มีโอกาสกลายพันธุ์และแพร่สู่คนได้ง่ายขึ้น เช่น กรณีของโรคซาร์ส ที่เกิดขึ้นเพราะคนไปกินชะมด ส่วนภาวะโลกร้อนนั้นก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง เนื่องจากโรคอุบัติใหม่มักเกิดขึ้นในช่วงที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวน

       และล่าสุดกับผลวิจัยที่นำออกเผยแพร่ในวารสาร"ไซเอน" ฉบับวันศุกร์นี้ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พบรูปแบบหนึ่งของไวรัสมรณะ"อีโบล่า" ในหมูเป็นครั้งแรก โดยพบในหมูที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดความวิตกว่าในอนาคต ไวรัสนี้อาจเกิดการกลายพันธุ์จนเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้

       ไวรัสที่พบในหมูชนิดนี้ คือ"เรสตอน อีโบล่าไวรัส" หรือเรียกสั้นๆว่า" รีบอฟ" (REBOV) ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยพบแต่ในลิงและในมนุษย์ และเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากอีโบล่าสายพันธุ์อื่นๆ เพราะไม่เคยมีรายงานว่าไวรัสสายพันธุ์นี้ทำให้มนุษย์ล้มป่วย แต่คณะผู้วิจัยระบุกว่าในทางทฤษฎีนั้น มีความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะกลายพันธุ์เมื่ออยู่ในหมู จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า แม้ที่ผ่านมา จะมีคนงานในฟาร์มหมูบางคน ที่ดูเหมือนจะติดเชื้อโรคนี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ล้มป่วยแต่อย่างใด

       ทั้งหมดมันล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องหมูๆ ที่ป้องกันได้ไม่ยากจนเกินไป แต่มันยากลำบากมหาศาลจากคนกินหมู ที่ยังไง๊ ยังไงก็ไม่ยอมรับความจริงเกี่ยวกับอันตรายที่มากับหมู และสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ใช่สิ่งอันพึงจะกินอีกหลายชนิด

ข้อมูลจากทีมข่าวสุขภาพ หนังสือพิมพ์ไทยแลนด์นิวส์ดารุสลาม


Chat module by BoWoB Chat for Drupal