ท่านษุมามะห์ อิบนิ อุษาล ผู้คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจชาวกุเรช

           ไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย เพราะเขาคือประมุขของชาวอาหรับยุคญาฮิลียะห์ซึ่งยุคนั้น คำสั่งของหัวหน้าเผ่าต้องได้รับการตอบสนองเสมอ และเขาเป็นหัวหน้าเผ่า "บะนีฮะนีฟะห์" เป็นราชาแห่งแคว้น "ยะมามะห์" ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคำสั่งอีกด้วย

          "ษุมามะห์" ได้รับสาส์นของท่านร่อซูล แต่ เขาแสดงท่าทีดูถูกและหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับฟังและยังได้ตอบโต้คำเชิญชวนนั้น ด้วยความแค้นเคืองและความผิดบาป เขาทำเป็นหูตึงไม่ยอมรับฟังคำเชิญชวนที่เป็นสัจจะและดีงาม และมารร้ายได้เข้าสิงสู่ล่อลวงจนเขาคิดจะฆ่า ท่านร่อซูล และคิดว่าจะต้อง ฝังสาส์นที่ท่านร่อซูลส่งมานั้นลงในหลุมศพของท่านนบีพร้อมกันเสียเลยทีเดียว

          เขาพยายามหาโอกาสจัดการฆ่าท่านนบีจนตัวเองถึงกับจะบ้าคลั่งเสียสติอาชญากรรม ชั่วเกือบสำเร็จแต่ต้องชงักลงเพราะอาของเขาคนหนึ่งได้ขอร้องให้เขาล้มเลิก ความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น ในโอกาสสุดท้ายก่อนลงมือดังนั้น อัลเลาะห์ ทรงให้ท่านร่อซูล รอดพ้นจากความชั่วร้ายครั้งนี้แม้ว่า "ษุมามะห์" จะเลิกล้มเรื่องฆ่าท่านร่อซูล แต่ก็ยังไม่งดเว้นที่จะเลิกเล่นงานบรรดา "ศอฮาบะห์"

          เขาเริ่มคอยจ้องหาโอกาสติดตามล้างผลาญจนกระทั่งประสบเหมาะ จึงเข่นฆ่าศอฮาบะห์อย่างชั่วช้าสามานย์ที่สุด ท่านร่อซูล จึงประกาศให้เหล่าศอฮาบะห์ทราบว่า "บัดนี้ เลือดของษุมามะห์เป็นที่อนุมัติแล้ว" อีกไม่กี่วันต่อมา "ษุมามะห์" ปรารถนาที่จะทำ อุมเราะห์ ตามแบบประเพณีของอาหรับญาฮิลียะห์เขาจึงออกเดินทางจาก ยะมามะห์ มุ่งหน้าสู่มักกะห์เพื่อต้องการจะฎอวาฟรอบกะบะห์ และเชือดสัตว์ถวายรูปปั้นที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น

          เมื่อเขาเดินทางมาถึงที่หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับมะดีนะห์ก็หยุดพักผ่อนโดยไม่ ได้ฉุกคิดสักนิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นและในขณะนั้นมีกองลาดตระเวณของ ท่านร่อซูล กำลังวนเวียนตรวจตราอยู่ทั่วเมืองเพราะเกรงว่าจะมีการรุกรานมะดีนะห์หรือ เข้ามากระทำมิดีมิร้าย ณ ที่นั้นทหารได้จับตัวษุมามะห์ โดยไม่รู้ว่าเขาคือใครแล้วนำตัวเข้ามะดีนะห์และจับมัดไว้กับเสามัสยิดรอท่าน ร่อซูลสั่งการด้วยตัวเองว่าจะจัดการกับเชลยผู้นี้อย่างไร

เมื่อท่านนบีออกจากบ้านจะไปมัสยิด ก่อนจะเข้ามัสยิดท่านเห็น ษุมามะห์ ถูกมัดอยู่ที่เสา ท่านจึงถาม ศอฮาบะห์ว่า :

          พวกท่านรู้ไหมว่าจับตัวใครมา?

พวกเขาตอบว่า :

          ไม่ทราบครับ โอ้ท่านร่อซูล

ท่านจึงบอกว่า :

          คนนี้แหละคือ ษุมามะห์บิน อุษาล อัลฮะนะฟีย์ ขอให้พวกท่านปฎบัติกับเขาด้วยดี

หลังจากนั้น ท่านก็เดินกลับบ้านและบอกกับภรรยาของท่านว่า :

          ที่เธอมีอาหารอะไรบ้าง?

         เพื่อ จะนำไปให้ษุมามะห์ นอกจากนั้นท่านยังได้สั่งให้รีดนมอูฐและนำอาหารไปให้ษุมามะห์ทุกเช้าเย็นอีก ด้วยก่อนที่จะได้พบท่านร่อซูล เพื่อเจรจากัน

ต่อมาท่านร่อซูล ได้มาหา ษุมามะห์ เพื่อต้องการจะให้เขารับนับถือศาสนาอิสลาม ท่านถามว่า :

          ษุมามะฮฺท่านได้รับการปฎิบัติเช่นไรบ้าง?

ษุมามะห์ตอบว่า :

          โอ้ มุฮัมมัด ฉันได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมทีเดียว ถ้าหากท่านจะฆ่าก็จงฆ่าฆาตกรที่เคยฆ่าพรรคพวกของท่านมาแล้ว แต่ถ้าหากท่านจะอภัยก็จงอภัยผู้ที่ขอบคุณท่านเถิด หรือถ้าต้องการทรัพย์ ก็ให้บอกมา ท่านจะได้รับตามจำนวนที่ท่านต้องการ

ท่านร่อซูล ได้ยินดังนั้นก็กลับเข้าบ้านจนกระทั้งถึงวันรุ่งขึ้นท่านมาหาอีกครั้งหนึ่งและยังถามอีกว่า :

          ษุมามะห์เจ้าจะเอาอย่างไร?

ษุมามะห์ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม ท่านร่อซูลจึงหันไปสั่งซอฮาบะห์ว่า :

          ปล่อยษุมามะห์ได้

          พวกเขาจึงเข้าแก้มัดและปล่อยตัวษุมามะห์ไป ทันทีที่ได้รับอิสรภาพษุมามะฮฺห์ออกจากมัสยิดของท่านร่อซูล และเมื่อไปถึงสวนอินทผาลัมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณใกล้กับกุบู้รบะเกี๊ยะอฺ ณ ที่นั้น มีแหล่งน้ำ เขาจึงให้อูฐคุกเข่าลงและตนเองก็อาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดหมดจดเสร็จแล้วก็ ย้อนกลับมาที่มัสยิดท่านนบีอีกครั้งหนึ่ง และเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าบรรดาพี่น้องมุสลิมซึ่งกำลังจับกลุ่มกันอยู่ พร้อมกับได้กล่าวว่า :

          อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดันอับดุฮูวะร่อซูลุฮู

          "ข้าพเจ้าขอปฎิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ และข้าพเจ้าขอปฎิญาณว่ามุฮัมมัดคือบ่าวของพระองค์และร่อซูลของพระองค์ "

ษุมามะห์ กล่าวกับ ท่านร่อซูล อีกว่า :

          โอ้ มุฮัมมัด ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าไม่เคยมีใครในโลกนี้อีกแล้วที่ฉันเกลีอดน้ำหน้ามาก ไปกว่าท่านแต่บัดนี้ท่านเป็นที่รักยิ่งของฉันยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าไม่มีศาสนาใดที่ฉันเกลียดมากเท่าศาสนาอิสลามแต่บัดนี้ อิสลามได้กลายเป็นศาสนาที่ฉันรักมากที่สุด ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าไม่เคยมีเมืองใดที่ฉันเกลียดยิ่งไปกว่าเมืองของท่านแต่ บัดนี้เมืองของท่านได้กลายเป็นที่รักยิ่งแก่ฉันยิ่งกว่าเมืองใดทั้งหลาย

ต่อจากนั้นเขาก็กล่าวสารภาพว่า :

          ฉันเองเป็นผู้ฆ่าซอฮาบะห์ของท่าน ท่านจะจัดการอย่างไรฉันก็ยอม

ท่านร่อซูลกล่าวว่า :

          ษุ มามะห์เอ๋ย เจ้าไม่มีข้อครหาใดๆอีกแล้วเพราะการรับนับถือศาสนาอิสลามได้ลบล้างการกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าที่เกิดขึ้นมาในอดีตจนหมดสิ้น

   และท่านร่อซูล ก็บอกความปลื้มปิติให้เขาได้ทราบว่าอัลเลาะห์ ทรงบันทึก ความดีให้เขามากมายอันเนื่องจากการเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามของเขา สีหน้าของษุมามะห์ แสดงความพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวว่า :

          ขอสาบานต่ออัลลเลาะห์ พวกมุชริกีนต้องได้รับภัยพิบัติมากยิ่งกว่าที่บรรดาศอฮาบะห์ได้รับมา ฉันขอสาบานต่ออัลเลาะห์ว่าจะมอบชีวิตดาบและผู้อยู่ใต้ปกครองเพื่อช่วยเหลือ ท่านร่อซูล และศาสนาอิสลาม

และได้กล่าวต่อไปว่า :

         โอ้ท่านร่อซูล ทหารของท่านได้จับตัวฉันมาซึ่งขณะนั้นฉันตั้งใจจะไปทำอุมเราะห์ ท่านเห็นควรว่า จะทำอย่างไรต่อไป?

ท่านร่อซูลตอบว่า :

          จงไปทำทำอุมเราะห์เถิด แต่ต้องปฎบัติตามแบบอย่างอิสลามอย่าได้ทำตามแบบญาฮิลียะห์

          และท่านนบีก็ได้สอนวิธีทำอุมเราะห์แบบอิสลามให้เขาด้วยษุมามะห์จึงเดินทางไป สู่เป้าหมายจนกระทั่งถึงมักกะห์ เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมเปล่งเสียงตัลเบี้ยะฮฺว่า :

          "ลับบัยกัลลอฮุมมะ ลับบัยกฺ ลับบัยกะลาชารีกะ ละกะลับบัยกฺ อินนัลฮัมดะ วันนิอฺมะตะ ละกะ วัลมุลกฺ ลาชารีกะ ละกะ"

          ดังนั้นท่านษุมามะห์จึงเป็นมุสลิมคนแรกที่เข้ามักกะฮฺ โดยกล่าว "ตัลบียะห์" เมื่อพวกกุเรชได้ยินเสียง "ตัลบียะห์" ความโกรธก็พุ่งขึ้นสุดขีดดาบถูกกระชากออกจากฝักมุ่งสู่เสียงนั้นทันที เพื่อจะประหารผู้บังอาจบุกรุกเข้ามา เมื่อพวกนั้นมาถึงตัวท่านษุมามะห์ผู้ส่งเสียงตัลบียะห์ ษุมามะห์ไม่ได้หวั่นใจเลยแต่กลับมองดูพวกนั้นอย่างทรนงตน จนทำให้ชายฉกรรจ์กุเรชผู้หนึ่งถึงกับจะใช้หอกฆ่าเขาแต่ถูกพรรคพวกคว้าข้อมือ ไว้เสียก่อน

พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า :

          นี่ จะบ้ารึ..เจ้ารู้ไหมว่าชายผู้นี้เป็นใคร? เขาคือ ษุมามะห์ บินอุษาล เจ้าเมืองแห่งแคว้นยะมามะห์หากพวกเจ้าทำร้ายเขาเพียงนิดเดียว พรรคพวกของเขาต้องตัดความช่วยเหลือพวกเราแน่นอน และจะทำให้พวกเราอดตาย

พวกกุเรชจึงเก็บดาบเข้าฝักดังเดิม และหันไปกล่าวกับษุมามะห์ว่า

          โอ้ษุมามะห์ ท่านเป็นอะไรไปแล้วหรือ? หรือว่าท่านเอนเอียงละทิ้งศาสนาของท่านและของบรรพบุรุษของท่านไปเสียแล้ว?

ษุมามะห์ตอบว่า :

          ข้ามิได้เอนเอียงแต่บัดนี้ข้าปฎิบัติตามศาสนาที่ดีที่สุดข้าได้รับนับถือศาสนาอิสลามที่ท่านมุฮัมมัด นำมาแล้ว

และยังกล่าวอีกต่อไปว่า :

          ข้า ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ ว่าการกลับไปยะมามะห์ครั้งนี้จะไม่มีสินค้าใดๆ หรือแม้แต่ข้าวสาลี สักเมล็ดเดียวมาถึงพวกเจ้าอีกจนกว่าพวกเจ้าทุกคนจะนับถือศาสนาอิสลามที่ท่าน มุฮัมมัดนำมา

           ท่านษุมามะห์ บินอุษาล ปฎิบัติพิธีอุมเราะห์เหมือนกับที่ท่านร่อซูล สอน มาท่ามกลางสายตาชาวกุเรชที่คอยจ้องมองดูอยู่อย่างไม่ลดละ เขาเชือดสัตว์พลีเพื่ออัลเลาะห์ มิใช่เพื่อสิ่งที่ถูกเคารพบูชาอื่นๆ และมิใช่เพื่อรูปปั้นที่อยู่รอบๆกะอฺบะห์ ในขณะนั้นเมื่อเขาทำอุมเราะห์เสร็จก็กลับไปยะมามะห์

          ในทันทีที่มาถึงเขาก็มีคำสั่งให้งดส่งเสบียงอาหารไปให้ชาวกุเรชโดยเด็ดขาด ดังนั้นพรรคพวกของเขาจึงกักผลิตผลไว้และไม่ส่งไปให้ชาวมักกะห์นับตั้งแต่บัด นั้นการคว่ำบาตรทางด้านเศรษฐกิจซึ่งท่านษุมามะห์ใช้ขีดเส้นตายให้ชาวกุเรช ได้เริ่มขึ้นแล้ว พวกกุเรชตกที่นั่งลำบากราคาสินค้าในมักกะห์เริ่มถีบตัวสูงลิ่วความอดยาก เริ่มระบาดไปทั่วประชาชนยิ่งได้รับความคับแค้นจนกระทั่งหวั่นเกรงว่าพวกเขา และลูกหลานจะต้องอดตายแน่ๆ

ดังนั้นพวกกุเรช จึงส่งสาส์นมาถึงท่านร่อซูล ซึ่งมีข้อความว่า :

          เราเชื่อมั่นว่าท่านยังคงติดต่อเครือญาติและส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้น แต่บัดนี้ทำไมท่านจึงตัดญาติขาดมิตรกับพวกเราไปเสียแล้ว บรรพบุรุษของเราถูกฆ่าและลูกหลานของเรากำลังหิวตายษุมามะห์ได้ตัดเสบียง อาหารไม่ส่งมาให้เรา ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเป็นอันมาก ดังนั้นถ้าท่านเห็นสมควรจะส่งสาส์นไปบอกเขาให้รีบส่งปัจจัยมาให้พวกเราก็จง กระทำเถิด

          เมื่อท่านร่อซูลได้ทราบเช่นนั้น จึงมีสาส์นส่งไปถึงท่าน ษุมามะห์ บอกให้ส่งเสบียงอาหารและผลิดผล ต่างๆไปให้ชาวกุเรชตามปกติ จึงทำให้เขารอดพ้นวิกฤติการณ์ความอดอยากหิวโหยและกลับคืนสู่ภาวะสมบูรณ์พู ลสุขเช่นเดิม ท่านษุมามะห์ยังคงอุทิศชีวิตเพื่อรับใช้ศาสนาและรักษาคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ ไว้กับท่านร่อซูล ภายหลังจากท่านร่อซูล วะฟาตพวกอาหรับชาวชนบทเริ่มออกจากศาสนาของอัลเลาะห์เป็นกลุ่มๆและเป็นรายบุคคล

          มุซัยละมะห์ อัลกัซซ๊าบจอมโกหกซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าของบะนีฮะนีฟะหฝืได้เรียกร้องประชาชน ให้ศรัทธาในตัวเขาแต่ท่านษุมามะห์ได้ยืนขึ้นประกาศแก่พวกของท่านต่อหน้า มุซัยละมะห์ อัลกัซซ๊าบ จอมโกหกว่า :

         พี่ น้องชาวบนีฮะนีฟะฮฺที่รัก จงระวังเรื่องที่สับสนครุมเครือไม่ชัดเจนอันนี้ผู้ใดหลงเชื่อตามที่มุ ซัยละมะห์อ้างอัลเลาะห์ อัซซะวะญัลละ จะให้เขาได้รับความทุกข์ยากและเป็นการทดสอบความศรัทธาของผู้ที่ไม่เชื่อมุ ซัยละมะห์ว่าการศรัทธาต่ออัลเลาะห์ของเขานั้นมั่นคงเพียงไร

และท่านษุมามะห์ ก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า :

         พี่น้องชาวบนีฮะนีฟะฮฺที่รัก จะไม่มีนบีสองท่านเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันอย่างเด็ดขาดและแน่นอนเหลือเกินว่า ท่านร่อซูล นั้นเป็นร่อซูลของอัลเลาะห์ ไม่มีนบีเกิดขึ้นหลังจากท่านอีก และไม่มีใครร่วมเป็นนบีพร้อมท่าน

หลังจากนั้น ษุมามะห์ก็อ่านกุรอาน :

         ฮา มีม ...คัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานมาจากอัลเลาะห์ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงรอบรู้ ผู้ทรงอภัยโทษให้บ่าว ทรงรับการกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี และพระองค์ทรงเป็นผู้ลงโทษอย่างเจ็บแสบแก่ผู้ฝ่าฝืนทรงเป็นเจ้าของแห่งพลัง อำนาจไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และยังพระองค์เท่านั้น เป็นที่กลับของทุกสิ่ง

และษุมามะห์ได้กล่าวต่อไปว่า :

          พี่น้องที่รัก ดังกล่าวนี้คือดำรัสของอัลเลาะห์ ส่วนคำพูดของมุซัยละมะห์จอมโกหกที่อ้างว่าเป็นของเรานั้น ขอให้พิจารณาดูเถิดนั่นคือถ้อยคำของเขาที่ว่า โอ้กบเอ๋ย จงร้องตามที่เจ้าต้องการเถิดเจ้าไม่ได้กวนน้ำไม่ให้ผู้อื่นดื่มและไม่ได้ทำ ให้น้ำขุ่น

แล้วท่านษุมามะห์จึงพูดกับพรรคพวกของท่านว่า :

          "ดำรัสของอัลเลาะห์ กับคำพูดของมุซัยละมะห์ ที่อ้างเป็นนบีนั้นอันไหนจะเป็นของจริงขอจงพิจารณาเถิด "

          หลังจากท่าน ษุมามะห์ ชี้แจงแล้วผู้ที่มั่นคงอยู่ในศาสนาอิสลามก็แยกตัวออกจากกลุ่มของ มุซัยละมะห์ จอมโกหกและหลังจากนั้นการต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะห์เพื่อปราบปรามพวก "มุรตัด" ผู้ออกนอกศาสนาก็เกิดขึ้น เพื่อดำรงค์ไว้ซึ่งดำรัสของอัลเลาะห์ในโลกนี้

         
          ขออัลเลาะห์ทรงตอบแทนความดีให้ท่าน ษุมามะห์ บิน อุษาล ที่ได้ปกป้องศาสนาอิสลาม และพี่น้องมุสลิม ขอพระองค์ทรงให้ท่านได้รับความสุขจนกระทั่งวันอาคีเราะห์ด้วยเทอญ

คัดลอกจาก www.islammore.com



Chat module by BoWoB Chat for Drupal