ท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบัล

            ท่านมุอ๊าซได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามโดยการแนะนำของ ท่านมุศอับ อิบนุอุมัยรฺ ซึ่งเป็นนักเผยแพร่คนแรกที่ท่านรอซูล ส่งไปเผยแพร่ศาสนาอิสลามในนครมะดีนะห์ ก่อนที่ท่านรอซูลจะอพยพไปมะดีนะห์
 
            ท่าน มุอ๊าซมีโอกาสได้สัมผัสมือกับท่านรอซูล พร้อมกับผู้ที่มาทำสัตยาบันกับท่านรอซูลทั้ง 72 ท่าน ที่อัลอะกอบะห์ (อยู่ที่ชานเมืองมักกะห์) ภายหลังการทำสัตยาบันครั้งนี้แล้ว ท่านได้กลับไปมะดีนะห์ และได้จัดตั้งกลุ่มขึ้น อันประกอบไปด้วยเพื่อนๆของท่านอยู่ในวัยหนุ่ม เพื่อกระทำหน้าที่เชิญชวนผู้คนในนครมะดีนะห์ให้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม โดยเปิดเผยและโดยลับๆ 
 
            กลุ่มของท่านมุอ๊าซ ซึ่งมีอายุระหว่าง 10 ปีขึ้นไปสามารถทำหน้าที่เผยแพร่ให้บุคคลทั่วๆไปเข้ารับอิสลาม และก็ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม โดยเฉพาะได้ชักชวนให้ท่าน อัมรฺ บิน อัลญะมัวะฮฺ เข้ารับนับถืออิสลามได้
 
            ท่านอัมรฺ เป็นหัวหน้าคนสำคัญคนหนึ่งจากตระกูลบะนีซะละมะห์ ท่านผู้นี้ได้ยึดรูปเจว็ดรูปหนึ่งเป็นพระเจ้า โดยที่เจว็ดรูปนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ที่มีค่า และเขาได้เคาระบูชารูปเจว็ดนั้นเช่นเดียวกับหัวหน้าคนสำคัญจากตระกูลอื่นๆ แต่การเคารพบูชารูปปั้นของเขานั้นเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ โดยที่เขาให้การเอาใจใส่ดูแลรูปปั้นนั้นเป็นอย่างดี โดยเอาผ้าไหมมาสวมให้กับรูปปั้นนั้น และทุกเช้าเขาจะประพรมน้ำหอมให้แก่รูปปั้นนั้นด้วย
 
            คืนวันหนึ่งท่านมุอ๊าซกับเพื่อนของท่าน ซึ่งส่วนมากมาจากตระกูลบะนี ซะละมะห์ พวกเขาได้แอบเข้าไปเอารูปปั้นที่ท่านอัมรฺ ใช้เป็นที่เคารพบูชา แล้วเอารูปปั้นนั้นไปทิ้งบ่อใส่ขยะหลังบ้าน เช้ารุ่งขึ้น ท่านอัมรฺตื่น เพื่อไปแสดงความคารวะรูปปั้นดังเช่นเคย แต่ปรากฏว่ารูปปั้นนั้นหายไป ท่านจึงเดินไปรอบๆบ้าน และพบว่ามันถูกทิ้งอยู่จมอยู่ที่บ่อขยะ ท่านจึงตะโกนขึ้นด้วยความโกรธแค้นว่า “ขอให้ความพินาศจงประสบแก่ผู้ที่ทำร้ายพระเจ้าของเรา เมื่อคืนนี้ด้วยเถิด” แล้วท่านก็ได้ยกรูปปั้นออกจากกองขยะ เอามาล้างน้ำและเช็ดให้สะอาด เอาผ้าพัน และใส่เครื่องหอมและเอาไปวางไว้ ณ ที่เดิม หลังจากนั้นท่านก็ได้ยืนขึ้นเบื้องหน้ารูปปั้นนั้นและกล่าวว่า “โอ้มะนาห์ (ชื่อรูปปั้นของเขา) ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ว่า หากว่าฉันรู้ว่าใครเป็นผู้ทำเช่นนั้นกับเจ้า ฉันจะทำให้เขาได้รับความอัปยศ”
 
           คืน ต่อมาหลังจากที่ท่านอัมรฺนอนแล้ว สมาชิดของท่านมุอ๊าซก็ได้รุดเข้าไปยังบ้านของท่านอัมรฺอีกครั้งหนึ่ง และได้กระทำกับรูปปั้นดังเช่นคืนก่อน และเช่นเดียวกันพอรุ่งเช้าท่านอัมรฺได้ไปพบรูปปั้นถูกทิ้งอยู่ในกองขยะหลัง บ้าน เหตุการณ์เป็นดังเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ท่านอัมรฺเอาดาบไปแขวนไว้ที่คอรูปปั้น และกล่าวกับรูปปั้นว่า “ฉันไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำกับเจ้า ถ้าเจ้ามีความดีอยู่ในตัวของเจ้า ก็จงใช้ดาบนี้เพื่อป้องกันผู้ที่มาทำร้ายเจ้าด้วยเถิด”
 
            และในคืนนั้น ท่านมุอ๊าซกับเพื่อนๆก็ได้ย่องเข้าไปในบ้านของอัมรฺอีก และตรงไปยังรูปปั้น พวกเขามองเห็น ดาบที่แขวนอยู่ที่คอรูปปั้นนั้น จึงเอาดาบออกจากคอ และเอาสุนัขที่ตายแล้วผูกกับเชือกแล้วนำไปแขวนไว้ที่คอของรูปปั้นแทนที่ดาบ แล้วลากไปทิ้งไว้ที่กองขยะดังเดิม
 
           เมื่ออัมรฺตื่นขึ้นมาและพบว่า รูปปั้นนอนคว่ำหน้าอยู่ที่กองขยะ และที่คอรูปปั้นมีสุนัขตายแขวนอยู่ ท่านอัมร์จึงพูดกับรูปปั้นว่า “หากว่าเจ้าเป็นพระเจ้าจริง คงจะไม่มีสภาพดังเช่นที่เป็นอยู่นี้เป็นแน่!”
 
 หลังจากที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานนัก ท่านอัมรฺได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
 
           เมื่อท่านรอซูลมาถึงมะดีนะห์ ในฐานะเป็นผู้อพยพ ท่านมุอ๊าซได้มาหาท่านรอซูลเป็นประจำ เพื่อเรียนอัลกุรอานและบัญญัติศาสนาอิสลามกับท่านรอซูล และด้วยระยะเวลาไม่นานนัก ท่านก็ได้เรียนรู้วิชาอย่างแตกฉานมากมาย และเป็นผู้หนึ่งที่ท่องจำอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี
 
           เมื่อตัวแทนของกษัตริย์ยะมัน ได้มาหาท่านรอซูลและบอกข่าวดีให้ท่านรอซูลทราบว่า “ชาวยะมันได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว และต้องการให้ท่านรอซูลส่งผู้มีความรู้ไปอบรมสั่งสอนพวกเขาเหล่านั้น” ท่านรอซูลได้จัดส่งผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวหลายท่านไปยะมัน และแต่งตั้งให้ท่านมุอ๊าซเป็นหัวหน้าคณะ
 
          ขณะที่คณะของมุอ๊าซ จะออกจากเมืองไปจากเมืองมะดีนะห์ ท่านรอซูลได้เดินออกไปส่งถึงชานเมือง โดยที่ท่านรอซูลเดินด้วยเท้า และท่านมุอ๊าซขี่พาหนะ ท่านมุอ๊าซต้องการจะลงจากหลังพาหนะเพื่อให้ท่านรอซูลขึ้นขี่แทนที่ แต่ท่านรอซูลไม่ยอม และท่านยังได้สังเสียแก่ท่านมุอ๊าซว่า 
 
       “โอ้มุอ๊าซ ท่านอาจจะไม่ได้พบฉันอีก หลังจากปีนี้ และท่านอาจจะต้องมาเดินผ่านมัสยิดและกุบูรของฉัน
 
         โอ้มุอ๊าซ ที่จริง ผู้ที่เป็นมิตรกับฉัน หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับฉันนั้น คือบรรดาผู้ศรัทธา ไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ ที่แห่งใด หรือจะมีสภาพเช่นใดก็ตาม”
 
         ท่านมุอ๊าซร้องไห้อย่างมากมาย เมื่อคิดว่าจะต้องจากท่านรอซูลไป แต่เมื่อได้ยินคำพูดของท่านรอซูล ท่านก็หยุดร้องไห้ และมีความมั่นใจว่า โอวาทที่ท่านรอซูลกล่าวนั้นเป็นพลังให้ท่านทำหน้าที่ต่อไป แม้ว่าท่านจะต้องอยู่ห่างไกลจากท่านรอซูลก็ตาม
 
         และก็เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะท่านมุอ๊าซไม่มีโอกาสได้พบกับท่านรอซูลุลลอฮ์อีกหลังจากนั้น เพราะท่านรอซูลุลลอฮ์  ได้กลับไปหาอัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก่อนที่ท่านมุอ๊าซจะกลับมาจากยะมัน
 
         เมื่อเรากล่าวถึงท่านมุอ๊าซ เราคงจำได้ว่า นอกจากท่านจะเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านรอซูลุลลอฮ์ โดยการมอบหมายตำแหน่งหน้าที่ และภารกิจต่างๆให้ท่านมุอ๊าซ เป็นผู้ทำแล้ว ท่านยังเป็นที่รักของท่านรอซูลอีกด้วย ดังที่ปรากฏในบันทึกฮะดีษของท่านอบู ดาวูด อิมามอะห์หหมัด อันนะซาอีย์ อิบนุฮิบบาน และอัลฮากิม ซึ่งบันทึกไว้มีความว่า :
 
 อะบูดับดิรเราะห์มาน อัลฮุบุลีย์ เล่าจากท่านอัศศุนาบิฮีย์ เล่าจากท่านมุอ๊าซ อิบนิญะบัล  ว่า
 
 “แท้จริง ท่านรอซูลลุลลอฮ์  ได้จับมือของท่านมุอ๊าซแล้วกล่าวว่า โอ้มุอ๊าซ ฉันขอสาบานต่ออัลเลาะห์ว่า แท้จริงฉันรักท่าน”
 ท่านนบีได้กล่าวต่อไปอีกว่า  
 
 “ฉันของสั่งเสียแก่ท่าน โอ้มุอ๊าซ...ท่านอย่าได้ละทิ้งเป็นอันขาด ในทุกๆหลังเวลาละหมาดที่จะกล่าวว่า : ข้า แต่อัลเลาะห์ โปรดช่วยเหลือข้าพระองค์ในการกล่าวรำลึกถึงพระองค์ และกล่าวขอบพระคุณพระองค์ และการประกอบอิบาดะห์ที่ดีงามต่อพระองค์ด้วย"
 
         ท่านมุอ๊าซได้สั่งเสียดุอาอฺดังกล่าว แก่อัศศุนาบิฮีย์ และอัศศุนาบิฮีย์ก็ได้สั่งเสียดุอาอฺดังกล่าวแก่ อะบาอับดิรเราะห์มาน อีกต่อหนึ่งด้วย

          หากเราจะกล่าวถึงศอฮาบะห์ที่เป็นนักรบ ที่เป็นอัศวินก็ไม่ใช่เป็นการลำบาก เพราะมีอยู่จำนวนมาก แต่ถ้าเราจะกล่าวถึงศอฮาบะห์ที่มีวิชาความรู้ อุทิศนเพื่อแสวงหาความรู้ และเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดคำสอนของท่านรอซูลได้อย่างครบถ้วนนั้น จะเห็นได้ว่ามีจำนวนน้อยกว่า ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่จะถึงวิชาความรู้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องเป็นผู้เสียสละอุทิศ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน เงินทอง และความเพียรพยายามทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อให้ได้มาซึ่งวิชาความรู้อย่างแท้ จริง
 
         นอกจากท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบัล จะเป็นผู้ทุ่มเทชีวิต จิตใจของท่านอยู่ใกล้ชิดกับท่านรอซูลเป็นประจำแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศ และเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดอีกด้วย

         ลักษณะเด่นของท่านมุอ๊าซก็คือ เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในอัลกุรอาน และฮะดีษของท่านรอซูลุลลอฮ์  ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลักฐานในการนี้มีปรากฏอยู่ในตำราฮะดีษมากมายหลายเล่ม

•     มีรายงานจากท่านอนัส อิบนิ มาลิก  แจ้งว่า ผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมอัลกุรอานในสมัยของท่านรอซูลลุลลอฮ์  นั้นมี 4 ท่านคือ

1. ท่านอุบัย อิบนิ ก๊ะอฺบ
2. ท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบัล
3. ท่านซัยดฺ อิบนิ ซาบิต
4. ท่านอบู ซัยดฺ  ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของบิดาของฉัน (ท่านอนัส) ทั้งสี่ท่านนี้เป็นชาวอันศอร
บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์

•      อีกรายงานหนึ่ง ซึ่งบันทึกโดยท่านอะห์หมัด ติรมีซีย์ และอิบนุมาญะห์ ด้วยสายสืบที่ซอเฮียะฮฺ ว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์  กล่าวว่า

“ผู้ที่มีความเอ็นดูเมตตาที่สุด จากคนในประชาชาติของฉันคือ อบูบักรฺ”
“ผู้ที่มีความแข็งกร้าวที่สุด จากประชาชาติของฉันในศาสนาของอัลเลาะห์ คือ อุมัร”

“ผู้ที่มีความละอายเป็นที่สุดคือ อุสมาน”

“ผู้ที่มีความรู้ที่สุดในเรื่อง ฮะลาล และฮะรอม คือ มุอ๊าซ”

“ผู้ที่มีความรู้ที่สุดในเรื่องการแบ่งมรดกคือ ซัยดฺ อิบนิ ซาบิต”

“แต่ละประชาชาตินั้นมีผู้ซื่อสัตย์ และผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาตินี้ (อิสลาม) คือ อบู อุบัยดะห์”

•      อีกรายงานหนึ่งจาก มุฮัมหมัด บิน ซะฮฺล บิน อะบีฮัซมะหฺ แจ้งว่า

“บรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ชี้ขาดปัญหาศาสนาในสมัยท่านรอซูลลุลลอฮ์  นั้น มีสามท่านจากชาวมุฮาญิรีน และสามท่านจากชาวอันศ้อร

สามท่านจากชาวมุญาฮิรีน ก็คือ
1. ท่านอุมัร อิบนิล ค๊อฏฏอบ 
2. ท่านอุสมาน อิบนิ อัฟฟาน
3. ท่านอาลี อิบนิ อะบีฏอลิบ

ส่วนอีกสามท่านจากชาวอันศอร ก็คือ
1. ท่านอุบัย อิบนิ ก๊ะอฺบ 
2. ท่านมุอ๊าซ อิบนิญะบัล 
3. ท่านซัยดฺ อิบนิ ซาบิต

และยังมีบันทึกจากท่านอัลฮากิม ซึ่งเป็นรายงานที่ศอเฮียะฮฺดังนี้ คือ
•     จากท่านมูซา บิน อุลา บิน รอบาห์ กล่าวว่า ท่านอุมัร อิบนิล ค็อฏฏอบ  ได้ประกาศแก่ประชาชนว่า

“ผู้ใดต้องการรู้รายละเอียด และเข้าใจศาสนาอย่างถูกต้อง ก็จงมาหามุอ๊าซ อิบนิ ญะบัล”
 
       การที่ท่านอุมัร อิบนิลค็อฏฏอบ กล่าวยกย่องท่านมุอ๊าซ เช่นนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ในด้านวิชาความรู้เท่านั้น หากแต่ท่านยังแต่งตั้งท่านมุอ๊าซให้ไปทำหน้าที่แจกจ่ายส่วนได้ ของบัยตุลมาลแก่ตระกูลกิลาบ ซึ่งเป็นศอดาเกาะห์ของคนมั่งมีเพื่อนำไปมอบให้คนยากจนในตระกูลกิลาบด้วยเช่น กัน

       ท่านมุอ๊าซได้ทำหน้าที่ของท่านที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด และกลับมายังบ้านของท่านโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาด้วย นอกจากผ้ารองอานม้า ซึ่งท่านได้ใช้พันคออยู่เป็นประจำเท่านั้น 
 

เมื่อภรรยาของท่านมุอ๊าซเห็นเช่นนั้น จึงถามขึ้นว่า :


       “ท่านไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาดังเช่นบรรดาผู้ปกครองที่ได้รับฮาดียะห์ (ของขวัญ) บ้างดอกหรือ !”

ท่านมุอ๊าซ จึงตอบภรรยาของท่านว่า :


       “ขณะที่ฉันรับภาระดังกล่าวจากท่านอุมัรนั้น มีผู้คอยสังเกตการณ์ติดตามไปด้วย เพื่อจะได้ทราบถึงการปฏิบัติงานของฉัน (อันหมายถึงอัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เฝ้าดูอยู่ )”

ภรรยาของท่านมุอ๊าซจึงพูดขึ้นว่า : 


       “แท้จริงท่านนั้นเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ และเคยได้รับความไว้วางใจจากท่านรอซูลลุลลอฮ์ (ซ.ล.) และท่านอบูบักรมาแล้ว เหตุไฉน ท่านอุมัรจึงต้องให้มีผู้สังเกตการณ์ติดตามดูแลท่านอีกเล่า ?”


ภรรยา ของทานมุอ๊าซได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้กับภรรยาของท่านอุมัร และภรรยาของทานอุมัร ก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้กับท่านอุมัร ทานอุมัรจึงเรียกท่านมุอ๊าซไปพบและถามว่า :


       “ที่ไหนกันที่ฉันสั่งให้ผู้สังเกตการณ์ติดตามดูการงานของท่าน?”


ท่านมุอ๊าซตอบท่านอุมัร ผู้เป็นอะมีรุลมุอฺมินีนไปว่า :


       "มิใช่เช่นนั้นดอก โอ้ท่านอะมีรุลมุอฺมินีน ที่ฉันพูดไปนั้นเพราะฉันไม่รู้ว่าจะตอบภรรยาของฉันอย่างไรดี เมื่อเธอถามถึงฮะดียะห์ที่ฉันจะนำมาให้แก่เธอ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอุมัรก็หัวเราะ และได้มอบฮะดียะห์(ของขวัญ) เล็กๆน้อยๆให้ท่านมุอ๊าซและพูดว่า :    

 “จงนำสิ่งนี้มอบให้แก่ภรรยาของท่าน เพื่อเป็นการเอาใจเธอบ้าง!"

        ในสมัยท่านอุมัรอีกเช่นกัน ท่านยะซีด บิน อะบีซุฟยาน ข้าหลวงชามในสมัยนั้น ได้ส่งสาส์นมายังท่านอุมัรมีใจความว่า :

        “โอ้ อะมีรุลมุอฺมินีน แท้จริงชาวชามมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และในทุกๆเมืองมีประชาชนอยู่หนาแน่น (ประเทศชามในสมัยนั้นประกอบไปด้วยประเทศต่างๆ ในปัจจุบันหลายประเทศคือ ซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์ และจอร์แดน) ดังนั้น ขอให้ท่านหาผู้ที่สอนอัลกุรอาน และบัญญัติอิสลามไปสอนพวกเขา ด้วยการพิจารณาหาผู้รู้หลายๆท่านไปทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย”

ท่านอุมัรจึกเรียกผู้ที่มีความรู้ห้าท่าน ดังต่อไปนี้มาประชุมกันคือ

1. ท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบัล
2. ท่านอุบาดะห์ บิน อัศศอมิต

3. ท่านอบู อัยยู๊บ อัลอันซอรีย์

4. ท่านอุบัย อิบนิ กะอฺบ

5. ท่านอบู อัดดัรด๊าอฺ

เมื่อผู้รู้ทั้ง 5 มาถึงแล้ว ท่านอุมัร อะมีรุลมุอฺมินีน จึงพูดขึ้นว่า  :

     " พี่น้องของท่านในเมืองชาม ได้ขอร้องฉันให้จัดส่งผู้มีความรู้ เพื่อไปสอนอัลกุรอาน และบัญญัติอิสลาม ฯลฯ ฉะนั้นจึงขอให้ผู้รับผิดชอบในการทำหน้าที่ดังกล่าว 3 ท่าน หากว่าพวกท่านชอบที่จะจับฉลากกัน ก็ให้กระทำได้ มิเช่นนั้นก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของพวกท่าน”

      ทั้งหมดเห็นว่าเรื่องอะไรที่จะต้องจับฉลาก เพราะท่านอบูอัยยู๊บ ก็เป็นคนชราแล้ว และท่านอุบัยก็สุขภาพไม่ค่อยจะดีเจ็บป่วยออดๆแอดๆ ดังนั้น จึงเหลืออีก 3 คน ซึ่งพวกเขาก็พร้อมที่จะรับทำหน้าที่ดังกล่าวแทน

      เมื่อตกลงเช่นนั้น ท่านอุมัร จึงมีคำสั่งให้ทั้งสามท่านเริ่มทำหน้าที่สอนอัลกุรอาน และบทบัญญัติอิสลามที่เมือง ฮิมซฺ เป็นอันดับแรก และเมื่อเห็นว่าประชาชนมีความเข้าใจกันดีแล้วก็ให้ออกไปยังเมืองอื่น และให้มีคนหนึ่งยังคงอยู่ที่เมือง ฮิมซฺนั้น ส่วนอีกสองคนนั้น ให้คนหนึ่งไปยัง ดามัสกัส และอีกคนหนึ่งไปยังปาเลสไตน์

       ดังนั้นท่านอุบาดะฮฺ บิน อัศศอมิตจึงอยู่ที่เมือง ฮิมซฺ ท่านอบู อัดดัรด๊าอฺ จึงอยู่ที่ดามัสกัส และท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบัลจึงอยู่ที่ปาเลสไตน์

แต่ท่านมุอ๊าซประสบกับโรคระบาด และสิ้นชีวิตที่ปาเลสไตน์นั่นเอง ก่อนที่ท่านจะสิ้นชีวิต ท่านกล่าวว่า :

     "ยินดีต้อนรับความตายที่มาเยือน ซึ่งได้หายหน้าไปเสียนานและขณะนี้ฉันกำลังคิดอยู่"

       ท่านมองไปยังฟากฟ้า และกล่าวว่า :

     " ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงรู้ดีว่า ข้าพระองค์มิได้เป็นผู้รักและหลงในดุนยา หรืออยากจะมีชีวิต อยู่อย่างยาวนานเพื่อสนุกสนานเพลิดเพลินกับการปลูกต้นไม้หรือทำสวน หากแต่ข้าพระองค์อยู่เพื่ออดทนต่อความหิวกระหาย ในขณะที่ข้าพระองค์ถือศิลอด ยอมอดนอนเพื่อลุกขึ้นกระทำละหมาดในตอนกลางดึก และอยู่เพื่อแข่งขันกับผู้รู้ในการแสวงหาวิชาความรู้”

 

      “ข้า แต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงรับเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปด้วยดี ดังที่พระองค์ทรงรับเอาชีวิต ของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วยเถิด"

          หลังจากนั้น ท่านมุอ๊าซก็สิ้นชีวิต

          ท่านผู้อ่านที่รัก พิจารณาดูเถิดว่า ท่านมุอ๊าซรอต้อนรับความตาย เสมือนกับว่าบ่าวสาวที่รอคอยสมรส ท่านอาจจะนึกว่าประวัติชีวิตอันดีเด่นของท่านมุอ๊าซคงจะเป็นชีวิตที่ยาวนาน แต่แท้จริงแล้วท่านมุอ๊าซ มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงสามสิบกว่าปีเท่านั้นเอง

         ท่านเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม และเป็นผู้หนึ่งที่ให้สัตยาบันแก่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ณ อัลอะกะบะฮฺ และในคราวสงครามอุฮุดซึ่งเกิดขึ้นในฮิจญเราะฮฺศักราชที่สองนั้น ท่านมีอายุได้ 20 ถึง 21 ปีเท่านั้นเอง และท่านสิ้นชีวิตที่ ปาเลสไตน์ในฮิจญเราะฮฺศักราชที่ 18

        ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงพอพระทัยท่านมุอ๊าซ และขอให้ท่านกลับไปหาอัลเลาะห์ ในสภาพ ของคนหนุ่มที่เป็นตัวอย่างแก่บรรดาหนุ่มสาวที่รักอิสลามด้วย
คัดลอกจาก www.islammore.com



Chat module by BoWoB Chat for Drupal