มาดริด สเปน, มัดจรีด

มาดริด, เมืองหลวงของประเทศสเปน, วันนี้คือเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก.

แต่จะมีใครรู้บ้างว่า มาดริดเคยเป็นเพียงเมืองชายแดนเล็กๆ ของอาณาจักรมุสลิม อัล-อันดาลุส ในสมัยกลาง (Middle Ages)

เมืองนี้ก่อตั้งโดยกาหลิบมุฮัมมัดที่ 1 (ค.ศ.852-86), อามีรหรือผู้ปกครองกอร์โดบา (Amir of Cordova) ภายใต้ราชวงศ์อุมัยยาฮ์ (Umayyad), ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 9

กาหลิบทรงตั้งชื่อเมืองว่า มัดจรีด (Madjrit หรือ al-Majrīṭ อารบิก: المجريط,) มาจากคำภาษาอารบิกว่า มัดจรา (Mayra) แปลว่า ทางน้ำ

จากบันทึกของอัล-ฮิมรายี (al-Himrayi) ระบุว่าในสมัยของกาหลิบมุฮัมมัดที่ 1 ที่เริ่มต้นสร้างเมืองชายแดนแห่งนี้ ทรงสร้างป้อมปราการของเมือง ช่วงแรกๆ มัดจรีดจึงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีป้อมปราการ และมัสยิดสำหรับละหมาดจุมาอ์วันศุกร์เท่านั้น

ที่ น่าสนใจของประวัติศาสตร์เมืองนี้คือ ช่วงที่ผ่านมามีการค้นพบโครงกระดูกขนาดใหญ่บริเวณคูเมือง และธรรมชาติของดินที่พิเศษกว่าที่อื่นของมาดริด ซึ่งเป็นดินที่เหมาะสำหรับการทำถ้วยชามและเครื่องครัวที่แข็งแกร่งและทนทาน ทรัพยากรธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมพื้นบ้านคือ จุกก๊อกไม้โอ๊ค ซึ่ง กลิก (Glick) ชี้ให้เห็นถึงรองเท้าของเราในทุกวันนี้ที่เลียนแบบมาจากรองเท้าที่มีพื้นทำจากไม้โอ๊ค

ชาวมุสลิมในอันดาลุสได้มรดกอุตสาหกรรมจากไม้โอ๊คมาจากการพัฒนาของชาวโรมัน ซึ่งรวมไปถึงรองเท้าที่ใช้พื้นทำจากไม้โอ๊ค

ภาย ใต้การปกครองของชาวมุสลิม เทคนิคนี้ได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นและหลากหลายกว่าเดิมมาก รองเท้าที่มีพื้นทำจากไม้โอ๊คแพร่หลายไปทั่วประเทศ และยังเป็นสินค้าส่งออกในสมัยนั้น ชาวมุสลิมทำรองเท้าพื้นไม้โอ๊คสไตล์ของตัวเองเรียกว่า qurq เป็นภาษาอารบิก ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ในปัจจุบันนี้มีจตุรัสสองแห่งชื่อ qarraain ในเมืองกรานาดา (Granada) และอีกเมืองหนึ่งใกล้มาดริดที่ตั้งชื่อตามสไตล์รองเท้าพื้นไม้โอ๊คของชาวมุสลิมเมื่อพันกว่าปีก่อน

ทั้งคำและเทคนิคทำรองเท้าพื้นไม้โอ๊คแพร่หลายไปทั่วจากอัล-อันดาลุส (สเปน) ไปจนอาฟริกาเหนือ ซึ่งถูกเรียกว่า เทคนิคของชาวอันดาลูเชียน


ที่ตรงนี้ตอนสร้างเมืองมาดริดใหม่ๆ คือที่ตั้งของมัสยิด ตอนหลังเมื่อคริสเตียนยึดครองจึงสร้างโบสถ์แทน ชื่อโบสถ์ Almudena Cathedral มีชื่อเสียงมาก

มรดกอีกชิ้นหนึ่งของชาวมุสลิมบนแผ่นดินมาดริดคือ การใช้กะนาต (qanats อุโมงค์ใต้ดินที่ลาดลงเพื่อประโยชน์ทางชลประทาน) มีแห่งหนึ่งที่ Crevillente ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการเกษตร ส่วนอีกแห่งอยู่ที่มาดริดเพื่อใช้สำหรับแจกจ่ายน้ำให้ในเมือง ซึ่งระบบของมาดริดยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้

ในด้านนักวิชาการของเมืองนี้, จากผลศึกษาของโอลิเวอร์ อซิน, รวมทั้งบันทึกของอิบนุ ไฮยาน, ซึ่งศึกษาเรื่องผู้ปกครองเมืองมาดริดช่วงราชวงศ์อุมัยยาฮ์ พบว่า นักปราชญ์ของเมืองส่วนใหญ่มาจากตระกูล บานู ซาลิม (Banu Salim), เชื้อสายเบอร์เบอร์, ซึ่งโด่งดังในอัล-อันดาลุส โดยเฉพาะในแคว้นเมดีนาเชลี (medinaceli หรือสมัยก่อนเรียกเป็นภาษาอารบิกว่า madinat Salim มาดีนาซาลิม แปลว่า เมืองแห่งตระกูลซาลิม ปัจจุบันนี้เมดีนาเชลีเป็นเมืองในแคว้นโซเรีย ประเทศสเปน - สังเกตได้ว่าในสเปนยังมีชื่อจำนวนมากเป็นภาษาอารบิก - ผู้แปล)

มาดริดในวันนี้, ในส่วนของประวัติศาสตร์มุสลิม, ยังคงโด่งดังในการเก็บรวบรวมคอลเลคชั่นหนังสือต้นฉบับเอสโคเรียล (Escorial manuscript collection) แต่ ประวัติของคอลเลคชั่นหนังสือชุดนี้ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับอารยธรรม มุสลิม นั่นก็คือตอนกองทัพคริสเตียนกลับมายึดดินแดนคืนจากมุสลิม พวกเขาได้ทำลายล้างหนังสือซะเกือบเกลี้ยง ต่อมาในศตวรรษที่ 16 เมื่อกษัตริย์ฟิลิปที่สองก่อตั้งห้องสมุดเอสโคเรียลขึ้นมาใหม่ ก็พบว่าแทบไม่เหลือหนังสือภาษาอารบิกในสเปนเลย มีบางส่วนที่ยังหลุดรอดไปยังโมรอกโก จากนั้นกษัตริย์ฟิลิปจึงค่อยๆ สร้างห้องสมุดขึ้นมาใหม่ และจนถึงศตวรรษที่ 17 ที่ห้องสมุดเอสโคเรียลที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในสเปนก็ยังมีหนังสือภาษาอารบิก เพียง 4,000 เล่ม! ซึ่งถือว่าสุดยอดมากที่ยังอุตส่าห์หลุดรอดมาจากการล้างเผ่าพันธุ์หนังสือครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้

และในหนังสือต้นฉบับลายมือเขียนที่ปรากฎในห้องสมุดชุดนี้เองที่ทำให้เราได้รู้ (จากการศึกษาของ Scott) ว่า การทำกระดาษที่ชาวจีนรู้จักกันมานานนั้น ชาวมุสลิมนำมาเอาดัดแปลงใช้เทคนิคใหม่ ใช้ผ้าลินินแทน และต่อมาใช้ผ้าฝ้าย ซึ่งดีกว่าผ้าไหมอย่างที่ในเมืองจีนทำๆ กันอยู่

และ ชาวยุโรปรู้จักกระดาษผ่านทางชาวมุสลิมในสเปน หนังสือที่เขียนบนผ้าฝ้ายในสมัยศตวรรษที่ 11 ก็ถูกพบในห้องสมุดเอสโคเรียลนี่เอง ส่วนชาวยุโรปนั้นกว่าจะรู้จักก็ปาเข้าไปศตวรรษที่ 15 แล้ว และการผลิตกระดาษครั้งแรกในลอนดอน อังกฤษ ก็ปาเข้าไปในปี 1690

มาดริดมิได้ผลิตนักปราชญ์ออกมามากนัก แต่ในบรรดาลูกชายของเมืองนี้ หนึ่งในนั้นคือยอดนักปราชญ์มุสลิม: อัล-มัดจรีตี (Al-Majriti)

มัซลามา อิบนุ อาห์หมัด อัล-มัดจรีตี ยอดนักปราชญ์:

มัซลามา อิบนุ อาห์หมัด อัล-มัดจรีตี (Maslama ibn Ahmad al-Majriti อารบิก: أبو القاسم مسلمة بن أحمد المجريطي) เกิดในเมืองมาดริด, ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 10, และเสียชีวิตในปี 1007 (เป็นตอนที่อาณาจักรมุสลิมยังไม่ได้เสียดินแดนคืนให้ชาวคริสเตียน) มัซลามาเป็นสุดยอดแห่งยอดนักปราชญ์มุสลิมในสเปนซึ่งรุ่งเรืองในยุคของกาหลิบอัล-ฮากัมที่ 2 (Al-Hakam II หรือ Al-Hakem II ค.ศ.961-76)

เขาเป็นหัวหน้านักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ของยุคนั้น ชื่อเสียงของมัซลามายิ่งโด่งดังไปไกลด้วยความสามารถด้านวิทยาศาสตร์

ซาอิด อัล-อันดาลูซี (Sa id al-Andalusi) บอก ว่า มัซลามาเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น เขาเป็นนักดาราศาสตร์ สังเกตดูการโคจรของดวงดาว เขาเป็นผู้นำตารางดาราศาสตร์ของอัล-ควาริศมี (zij) ออก มาใช้ที่สเปน และนั่นก็ทำให้ความรู้ด้านนี้ได้ถ่ายทอดสู่ชาวคริสเตียน มัซลามายังเป็นนักเคมี ใช้การทดลองเป็นพื้นฐานในการหาความรู้ Sarton ยังบอกว่า มัซลามาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฮิสแพนนิก-มุสลิมคนแรกๆ ของโลก

มัซลามาเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม:

  • หนังสือ al-mutamalat เป็นคณิตศาสตร์สำหรับการค้า เกี่ยวกับยอดขาย ภาษี ใช้ทั้งพีชคณิต เรขาคณิต เข้าร่วมด้วย
  • หนังสือเกี่ยวกับเอสโตรเลบ (astrolabe เครื่องมือคิดค้นทางดาราศาสตร์สมัยโบราณ นักวิทยาศาสตร์มุสลิมคือ อัล-ฟาราซี ค.ศ.796 เป็นผู้ประดิษฐ์เอสโตรเลบทองแดงเป็นคนแรก ที่น่าทึ่งคือนักวิทยาศาสตร์มุสลิมพัฒนาเครื่องมือต่างๆ และคิดค้นสูตรตรีโกณมิติเพียงเพื่อหาทิศกิบลัต!!!) ซึ่งต่อมาถูกแปลเป็นภาษาละตินโดยจอห์นแห่งเซบียา (John of Seville)
  • เขาวิจารณ์ทฤษฎีของปโตเลมีเรื่องการโคจรของโลก ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาละตินโดยรูดอล์ฟแห่ง Bruges ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 12
  • หนังสือเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับสัตว์

มัซลามายังเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับนักวิชาการมุสลิมอีกด้วย

หนึ่งในบทบาทสำคัญของเขาก็คือ การใช้เทคนิคใหม่ในการสำรวจพื้นที่, ซึ่งเรื่องนี้มี อิบนุ อัล-ซัฟฟาร์, ปราชญ์มุสลิมแห่งอันดาลุส, เป็นผู้ร่วมงานด้วย ต้องเข้าใจว่าแม้จอห์นแห่งเซบียาจะแปลหนังสือเรื่องเอสโตรเลบของมัซลามาเป็น ภาษาละติน แต่ชาวมุสลิมได้ใช้เอสโตรเลบในการสำรวจพื้นที่มาก่อนศตวรรษที่ 12 แล้ว จะเห็นว่าเอสโตรเลบมิใช่เพียงใช้ในการคำนวณทางดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ใช้เพื่อประโยชน์ด้านอื่นด้วย

ส่วนในโลกคริสเตียนยุโรปนั้น ที่คาตาโลเนีย ตอนเหนือของสเปนเป็นที่แรกที่ได้รู้จักใช้เอสโตรเลบ, ผลงานจากการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์มุสลิมชิ้นนี้

มัซ ลามายังมีผลงานดาราศาสตร์ ช่วงปี 979 เขาสังเกตการโคจรของดวงดาว และปรับปรุงตารางดวงดาวของอัล-ควาริศมีใหม่ และปรับให้เข้ากับฮิจรอฮศักราชของมุสลิม เขายังเขียนสรุปตารางดวงดาวของอัล-บัตตานี

มัซ ลามามิได้เป็นเพียงผู้ทำให้โลกคริสเตียนยุโรปได้รู้จักกับตารางของอัล-ควาริ ศมี แต่ยังเป็นผู้ทำให้ชาวคริสเตียนได้รู้จักตรีโกณมิติที่พัฒนาโดยนัก คณิตศาสตร์มุสลิม ทั้งการใช้ฟังก์ชันซายน์ (sine) และแทนเจน (tangent)

ปี 1126 อเดลาร์ดแห่งบาร์ธ (Adelard of Bath) แปลตารางดวงดาวของอัล-ควาริศมีที่มัซลามาปรับปรุงแล้วไปเป็นภาษาละติน

ปี 1149 โรเบิร์ตแห่งเชสเตอร์ (Robert of Chester) แปลตารางดวงดาวของอัล-บัตตานีและอัล-ซากอลีที่ปรับปรุงแล้ว เขาเป็นคนแรกที่ใช้คำละตินว่า sinus (เส้นโค้ง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตารางดวงดาวที่ปรับปรุงโดยมัซลามา

มัซลามาเขียนหนังสือด้านเคมีสองเล่ม Sage s Step (Rutbat al-hakim) และ Aim of the Wise (Ghayat al-hakim)

Aim of the Wise โด่งดังในฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาละตินในปี 1252 โดยคำสั่งของกษัตริย์อัลฟองโซ

Sage s Step เขียนเกี่ยวกับสูตรและการทำโลหะให้บริสุทธิ์

หนังสือทั้งสองเล่มถูกนำมารวมกันเป็นเล่มเดียวในปี 1009 คือสองปีหลังมัซลามาเสียชีวิต

ในงานชิ้นสำคัญนี้มัซลามาเป็นคนแรกที่พิสูจน์หลักการเรื่องมวลสาร ซึ่งผู้ได้เครดิตว่าเป็นผู้คิดค้นเรื่องนี้คือ อองตวน ลาวัวซิเยร์ (Lavoisier) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งคิดออกมาหลังมัซลามาตั้ง 800 ปี!

เมอคิวริกออกไซด์ (mercuric oxide ออกไซด์สารปรอท): ฉันนำปรอทธรรมชาติบริสุทธิ์มา วางไว้ในแก้วรูปไข่ แล้วนำไปใส่ในหม้อ ต้มด้วยไฟอ่อน สามารถเอามือไปอังข้างบนหม้อได้ ฉันต้มไป 40 วัน 40 คืน จากนั้นเปิดออกมาดู ฉันพบว่าปรอท (น้ำหนักเดิม ¼ ปอนด์) ได้เปลี่ยนไปเป็นแป้งสีแดงนุ่ม แต่น้ำหนักยังคงเท่าเดิมทุกประการ

Holmyard ระบุ ว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้พยายามบอกว่าการทดลองเป็นสิ่งสำคัญทางวิทยาศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับกฎพื้นฐานทางเคมีที่ไม่เคยมีใครสนใจจน กระทั่งหลายศตวรรษต่อมา

แปลและเรียบเรียงโดย ลานา อัมรีล

คัดลอกจาก www.musliminventionsthailand.com



Chat module by BoWoB Chat for Drupal