ท่านอบูอัยยู๊บ อัลอันซอรีย์
เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านรอซูล
มาพักอยู่ที่บ้านของท่านอบูอัยยู๊บนั้น แม้ว่าจะเล่าสู่กันฟังเรื่อยๆซ้ำไปซ้ำมา สักกี่ครั้งก็ยังไม่รู้สึกเบื่อ เพราะว่าขณะที่ท่านนบีมาถึงมะดีนะห์นั้น ดวงใจทุกดวงของชาวมะดีนะห์นั้น ต่างก็ยินดีที่ได้ต้อนรับท่านนบีเป็นที่สุด ดวงตาที่ทอดมายังท่านนั้นส่อแสดงความยินดีอย่างสุดซึ้ง คล้ายประกายตาของคู่รักที่โปรยปรายให้แก่กัน พวกเขาเปิดทุกห้องหัวใจต้อนรับท่านรอซูล
ซึ่งเป็นการทดแทนความหดหู่ ความเศร้าสลดใจซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน ประตูบ้านทุกหลังถูกเปิดไว้ เตรียมให้เป็นที่พักสำหรับ ท่านรอซูล
ท่านนบีใช้เวลาอยู่ที่ “กุบาอฺ” ชานเมืองมะดีนะห์สี่วัน สร้างมัสยิดหลังแรกซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นเพื่อการตักวายำเกรง ต่อมาท่านได้ออกจาก กุบาอฺ ขี่อูฐเรื่อยไปโดยมีพี่น้องผู้มีเกียรติชาวเมือง “ยัษริบ” หมายถึง มะดีนะห์ ยืนต้อนรับ ณ ที่นั้น ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหวังจะได้รับชัยชนะ เฝ้ารอว่า ท่านรอซูล
จะลงแวะพัก อยู่ที่บ้านของพวกเขา ต่างผลัดกันเข้ามาจับอูฐคนแล้วคนเล่า พลางกล่าวว่า :
" โอ้ท่านรอซูลของอัลเลาะห์ ไปพักที่บ้านของฉันเถิดจะสักกี่วันก็ได้ เราพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และเราจะป้องกันท่านให้พ้นจากผู้ที่จะมาคุกคาม"
ท่านร่อซูลจึงกล่าวว่า :
"พี่น้องทั้งหลายจงปล่อยอูฐให้มันเดินไปเองเถิด เพราะมันถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะให้แวะพัก ณ ที่ใด"
อูฐยังเดินต่อไปสู่จุดหมายปลายทาง โดยมีสายตาชาวอันศอรมองตามไปด้วยอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อผ่านพ้นบ้านใครไปแล้วเจ้าของก็รู้สึกเสียใจและหมดหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความหวังในใจ แก่เจ้าของบ้านหลังถัดไป อูฐยังคงเดินเรื่อยไปโดยมีประชาชนเดินตาม พวกเขาถอนหายใจอยากรู้ว่าความสุขที่ถูกกำหนดนั้นใครหนอจะเป็นผู้ได้รับ
จนกระทั่งอูฐมาถึงกลาง ลานหน้าบ้านของท่านอบูอัยยู๊บ อัลอันซอรีย์ มันคุกเข่าลง ณ ที่นั้น ท่านรอซูล
ยัง ไม่ลงจากหลังอูฐ และท่านพยายามกระตุ้นเชือกสายสะพาย เพื่อให้มันลุกขึ้นเดินต่อไป แต่อย่างไรก็ตามมันก็จะเลี้ยวมาคุกเข่าลง ณ ที่เดิมอีก
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นแล้ว ท่านอับยู๊บก็ดีใจเป็นล้นพ้น
ท่านรีบเข้ามาต้อนรับท่านรอซูล
และแบกสัมภาระของท่านรอซูลไปต่อหน้า และพาไปที่บ้านของตนคล้าย ดังว่ากำลังแบกเอาขุมทรัพย์ในโลกไว้ทั้งหมด
บ้านของท่าน "อบูอัยยู๊บ" เป็นบ้านสองชั้น ท่านจัดแจงขนย้ายเครื่องใช้ไม้สอยส่วนตัวและของภรรยาออกไปจากชั้นบนเพื่อจัด ให้เป็นที่พักของท่านรอซูล
แต่ท่านร่อซูลต้องการที่จะอยู่ชั้นล่างและอบูอัยยู๊บจำต้องตอบสนองให้ท่านอยู่ได้ตามที่ท่านปรารถนา
เวลากลางคืน ท่านรอซูล
เข้านอน อบูอัยยู๊บกับภรรยาก็ขึ้นชั้นบนและยังไม่ทันที่จะปิดประตูห้อง อบูอัยยู๊บก็หันมาพูดกับภรรยาว่า :
แย่ที่สุด! เราทำเช่นนั้นได้อย่างไร? จะให้ท่านท่านร่อซูล
อยู่ชั้นล่างแล้วเราอยู่ชั้นบนกระนั้นหรือ? เราจะเดินอยู่เหนือท่านรอซูลหรือ? เรากำลังอยู่ระหว่างนบีกับวะฮีย์หรือนี่? ถ้าเช่นนั้นเราต้องแย่แน่ๆ
ในเรื่องนี้ทำให้สองสามีภรรยากระอักกระอ่วนใจไม่รู้จะทำอย่างไรดี หลังจากคิดเรื่องนี้แล้วทั้งสองก็เลือกนอนเฉพาะที่ด้านริมๆฝาบ้าน ซึ่งตัวเขาไม่ได้อยู่เหนือท่านรอซูล
เวลาเดินก็เลือกเดินริมๆเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณตรงกลางอย่างเคร่งครัด
ในวันรุ่งขึ้น อบูอัยยู๊บรีบตื่นตั้งแต่เช้าและบอกท่านนบีว่า :
ขอสาบานด้วยพระนามของอัลเลาะห์ว่า เมื่อคืนนี้ฉันหลับไม่ลงจริงๆ ภรรยาของฉันก็เช่นกัน
ท่านรอซูลถามว่า : ทำไมหรือ?
อบูอัยยู๊บตอบว่า :
ฉันคิดไปว่าตัวเองนอนอยู่บนบ้านซึ่งมีท่านนบีอยู่ข้างล่าง ยามฉันเคลื่อนไหวก็เกรงไปว่าฝุ่นจะปลิวไปถูกท่านอีกอย่างหนึ่งมันเป็นเสมือน ว่าฉันอยู่ระหว่างท่านกับวะฮียฺ
ท่านรอซูลจึงกล่าวว่า :
“โอ้ อบูอัยยู๊บเอ๋ย..จงอยู่ไปตามสบายเถิด ความจริงที่เราอยู่ชั้นล่างนี้ก็มีประโยชน์มากกว่าที่จะอยู่ชั้นบนเสียอีก เพราะมีพี่น้องมุสลิมมาเยี่ยมมากมายและสะดวกดี”
อบูอัยยู๊บได้เล่าไว้ว่า :
ฉันต้องยอมอยู่ชั้นบนต่อไปตามที่ท่านรอซูลปรารถนา
จนกระทั่งมาถึงคืนหนึ่งซึ่งอากาศหนาวจัด ในคืนนั้นเหยือกใส่น้ำแตก น้ำหก รดบ้านชั้นบน ฉันกับภรรยาก็ลุกขึ้นมาดู เราไม่มีอะไรอยู่ในมือเลยนอกจากผ้าห่มกำมะหยี่ผืนเดียวเท่านั้น จึงนำไปซับน้ำเพราะเกรง ว่ามันไหลลงไปโดนท่านรอซูล รุ่งขึ้นฉันจึงรีบบอกกับท่านรอซูลว่า :
จริงๆนะครับ ฉันไม่อยากอยู่ชั้นบนโดยมีท่านรอซูลอยู่ชั้นล่างเลย
และเขาก็เล่าเรื่องเหยือกใส่น้ำแตกให้ท่านรอซูลฟัง นั่นแหละท่านนบีจึงยอมย้ายไปอยู่ชั้นบน ดังนั้นเขากับภรรยาจึงได้ลงมาอยู่ชั้นล่าง
ท่านนบีพำนักอยู่ที่บ้านของอบูอัยยู๊บประมาณเจ็ดเดือน จนกระทั่งก่อสร้างมัสยิดเสร็จ ณ บริเวณลานกว้าง ที่อูฐคุกเข่านั่นเอง ต่อมาท่านรอซูลและภรรยาก็ย้ายมาอยู่บ้านของท่านซึ่งสร้างขึ้นข้างๆมัสยิด นั้น และยังคงเป็นเพื่อนบ้านของอบีอัยยู๊บอยู่เช่นเคย อะไรหนอที่ทำให้อบูอัยยู๊บมีเกียรติยิ่งกว่าเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ?
อบูอัยยู๊บรักใคร่ท่านรอซูล
อย่างสุดจิตสุดใจ ท่านรอซูล
ก็ รักอบูอัยยู๊บมาก ชนิดที่เจ็บปวดเดือดเนื้อร้อนใจแทนกันได้ทีเดียว จนกระทั่งกลายเป็นว่า บ้านของท่านอบูอัยยู๊บนั้นเสมือนกับบ้านของท่านเอง
ท่านอิบนิอับบาสเคยเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านอบูบักรฺ
ออกจากบ้านไปมัสยิดตอนเที่ยงซึ่งขณะนั้นมีแดดร้อนจัด ท่านอุมัร
เห็นเข้าจึงเอ่ยถามว่า :
โอ้ท่านอบูบักรฺ ในยามแดดร้อนจัดเช่นนี้ท่านออกมาทำไมกัน?
ท่านอบูบักรฺตอบว่า :
ก็หิวนะซิ ไม่เช่นนั้นฉันไม่ออกมาหรอก
ท่านอุมัรกล่าวว่า :
ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ ที่ฉันออกมาก็เพราะหิวเหมือนกัน
ขณะที่ทั้งสองสนทนากันอยู่นั้นท่านรอซูล
ก็ออกมาอีก และเอ่ยขึ้นกับทั้งสองว่า :
แดดร้อนอย่างนี้จะออกมาทำไม?
ทั้งสองตอบว่า :
ที่เราออกมายามนี้เพราะท้องมันหิวเหลือเกิน
ท่านรอซูลกล่าวว่า :
ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ ฉันก็เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเราไปทางโน้นกันเถิด
ทั้งหมดจึงออกเดินตามท่านร่อซูลมายังบ้านของ "อบูอัยยู๊บ" ตามปกติแล้วอบูอัยยู๊บจะมีอาหารไปให้ท่านรอซูล เสมอ ถ้ายังไม่ได้ไปก็แสดงว่ากำลังจัดแจงเรื่องอาหารให้ทางบ้านอยู่
เมื่อทั้งสามมาถึง ภรรยาของอบูอัยยู๊บจึงออกมาต้อนรับ นางกล่าวว่า :
ยินดีต้อนรับนบีของอัลเลาะห์ พร้อมกับผู้ที่มาด้วยทุกท่าน
ท่านรอซูลถามนางว่า :
อบูอัยยู๊บอยู่ไหน?
ฝ่ายอบูอัยยู๊บซึ่งขณะนั้นกำลังทำงานอยู่ในสวนอินทผลัมใกล้ๆนั่นเอง เมื่อได้ยินเสียงท่านรอซูล เขาจึงรีบ เข้ามาหาโดยเร็วพลางกล่าวว่า
ยินดีต้อนรับท่านรอซูลและผู้ที่มาด้วยทุกท่าน
และเขาก็พูดต่อไปว่า
โอ้ท่านนบีของอัลเลาะห์ เวลาแดดร้อนจัดเช่นนี้ท่านเดินมาถึงที่นี่มันไม่เหมาะนะครับ
ท่านรอซูลตอบว่า :
จริงๆด้วยซิ
หลังจากได้ทักทายท่านรอซูล ท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัร แล้วตัวเองก็เข้าไปในสวน ตัดอินทผลัมมาทลายหนึ่ง ซึ่งมีทั้งอินทผลัมแห้งที่สุกคาต้น และที่ยังสุกๆดิบๆอยู่ เมื่อท่านรอซูลเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า :
ฉันไม่ต้องการให้ท่านตัดมาทั้งทลายอย่างนี้ดอก เอาเพียงอินทผลัมแห้งมาเลี้ยงเราก็พอใจแล้ว
อบูอัยยู๊บจึงพูดว่า :
โอ้ ท่านรอซูลของอัลเลาะห์ ฉันอยากจะให้ท่านรับประทานอินทผลัมหลายๆรสชาติ ทั้งอินทผลัมแห้งที่สุกคาต้น และที่สุกๆดิบๆ นอกจากนี้ประเดี๋ยวฉันจะเชือดแพะอีกตัวหนึ่งเลี้ยงด้วยครับ
ท่านร่อซูลจึงแนะนำว่า :
ถ้าจะเชือดก็อย่าเชือดแพะนมนะ
อบูอัยยู๊บจึงเชือดแพะมาตัวหนึ่ง และบอกกับภรรยาว่า :
นี่เธอช่วยนวดแป้งทำขนมปังให้เราหน่อยซิ เธอทำขนมปังเก่งไม่ใช่หรือ?
พูดจบเขาก็คว้าแพะไปซีกหนึ่งนำไปต้ม อีกซีกหนึ่งนำไปย่าง ครั้นเมื่ออาหารสุกแล้วก็นำมาวางไว้ข้างหน้า ท่านนบี ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัร ท่านรอซูลุลลอฮฺ
หยิบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ในขนมปังและบอกว่า :
อบูอัยยู๊บ…รีบนำเนื้อชิ้นนี้ไปให้ฟาฎิมะห์สักหน่อยเถอะ เธอไม่เคยได้รับประทานอย่างนี้มานานแล้ว
เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว ท่านนบีได้รำพึงว่า :
ขนมปัง เนื้อ อินทผลัมแห้ง อินทผลัมสุกๆดิบๆ อินทผลัมสุกคาต้น
พร้อมกันนั้นนัยตาทั้งสองมีน้ำตาซึมมออกมา ท่านกล่าวว่า :
ขอ สาบานต่ออัลเลาะห์ ผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ใต้เงื้อมมือของพระองค์ อาหารมื้อนี้เป็นนิอฺมะห์ ความโปรดปราน ซึ่งจะถูกสอบสวนในวันกิยามะห์ ถ้าหากพวกท่านได้รับก็จงรับประทานด้วยมือและจงกล่าว "บิสมิลลาฮ์" เมื่ออิ่มแล้วจงกล่าว "อัลฮัมดุลิลลาฮ์" ขอสรรเสริญอัลลอฮฺผู้ซึ่งให้เราอิ่มหนำสำราญ ผู้ทรงโปรดปราน ใครกล่าวเช่นนี้ก็จะดีมาก
ท่านรอซูล
ลุกขึ้นกลับบ้านและบอกอบูอัยยู๊บว่า :
พรุ่งนี้เช้าไปพบฉันที่บ้านหน่อยนะ
เพราะตามปกติแล้วท่านรอซูลจะหาทางตอบแทน ผู้ที่ทำดีต่อท่านเสมอ แต่อบูอัยยู๊บไม่ได้ยินที่รอซูลสั่ง ท่านอุมัร
จึงบอกอีกครั้งหนึ่งว่า :
อบูอัยยู๊บ ท่านร่อซูลสั่งให้ไปหาพรุ่งนี้เช้านะ
อบูอัยยู๊บตอบว่า :
สำหรับท่านรอซูลแล้ว มีแต่เชื่อฟังและปฎิบัติตามเท่านั้น
รุ่งเช้า อบูอัยยู๊บได้ไปหาท่านนบีที่บ้าน ท่านนบีจึงมอบทาสหญิงซึ่งเคยรับใช้ท่านอยู่ให้อบูอัยยู๊บและบอกว่า :
ขอสั่งหน่อยนะว่าจงปฎิบัติต่อหญิงรับใช้ผู้นี้ด้วยดี เพราะความจริงเท่าที่นางรับใช้เรามา นางก็ทำดีมาตลอด
ท่านอบูอัยยู๊บได้พาทาสหญิงผู้นั้นกลับมาบ้าน เมื่อภรรยาเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถามว่า :
ทาสหญิงนี้เป็นของใครรึ?
ท่านอบูอัยยู๊บตอบว่า :
เป็นของเราซิ..ท่านร่อซูลให้เราแล้ว
ภรรยากล่าวว่า :
ผู้ให้ก็มีเกียรติ แถมสิ่งนี้ก็มีคุณค่าจริงๆ
อบูอัยยู๊บกล่าวว่า :
แต่ท่านรอซูลสั่งว่า "ให้เราปฎิบัติต่อนางด้วยดีนะ"
นางจึงถามว่า :
แล้วเราจะทำอย่างไรดี จึงจะให้บรรลุตามคำสั่งเสียนั้นเล่า?
อบูอัยยู๊บกล่าวว่า :
มีทางเดียวเท่านั้นคือปล่อยให้เป็นอิสระ
ภรรยาจึงพูดว่า :
ถูกแล้วฉันก็เห็นด้วยเช่นนั้นเหมือนกัน
ในที่สุดท่านอบูอัยยู๊บก็ปล่อยทาสหญิงผู้นั้นให้ได้รับอิสระ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นชีวประวัติบางตอนของท่านอบูอัยยู๊บ อัลอันซอรีย์ ในยามที่บ้านเมืองอยู่ในความสงบสุข แต่ถ้าหากท่านหันกลับไปมองการดำรงชีวิตของท่านอีกด้านหนึ่งในภาวะสงคราม ท่านจะต้องแปลกใจจริงๆ เพราะตลอดชีวิตของท่านนั้นเป็นนักรบมาโดยตลอด จนกระทั่งกล่าวกันว่า ท่านไม่เคยพลาดการออกศึกสงครามพร้อมกับฝ่ายมุสลิมเลย นับตั้งแต่สมัยท่านนบีจนถึงสมัยท่านมุอาวิยะห์ นอกเสียจากในยามที่ท่านต้องปฎิบัติภาระกิจอย่างอื่นอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น และในสงครามครั้งสุดท้ายก็คือขณะที่ท่านมุอาวิยะห์ได้เตรียมทัพเพื่อเปิด กรุง กิสตอนตินียะห์ หรือคอนสแตนติโนเปิล
ในศึกครั้งนี้มีบุตรของท่านชื่อยะซีดเป็นแม่ทัพ เวลานั้นท่านอบูอัยยู๊บชราภาพมีอายุกว่าแปดสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าร่วมกับกองทหาร ภายใต้ธงของท่านยะซีด และไม่เป็นอุปสรรคในการฝ่าคลื่นในท้องทะเลเพื่อไปทำสงครามในหนทางของอัลเลาะ ห์
การสู้รบยังไม่ทันถึงขั้นแตกหัก อบูอัยยู๊บล้มป่วยเสียก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องพักรบ ท่านยะซีด ซึ่งเป็นแม่ทัพได้มาเยี่ยมท่านและกล่าวว่า :
โอ้ท่านอบูอัยยู๊บ ถ้าหากว่าท่านมีความต้องการอันใดก็จงบอกมาเถิด
อบูอัยยู๊บจึงกล่าวว่า :
จง บอกสภาพของฉันแด่เหล่าทหารมุสลิมด้วย และบอกเขาเหล่านั้นด้วยว่า อบูอัยยู๊บสั่งเสียไว้ ให้บุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายศัตรูให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จงแบกฉัน(หมายถึงอบูอัยยู๊บ) ไปด้วยและให้ฝังศพของฉันไว้ใต้พื้นดินของกองทหารมุสลิม ณ กำแพง เมืองกรุงคอนแสตนติโนเปิลด้วย
เมื่อกล่าวจบท่านก็สิ้นใจ
บรรดาทหารมุสลิมได้ตอบรับความประสงค์ของอบูอัยยู๊บแล้ว กองทัพเข้าบดขยี้ฝ่ายศัตรูครั้งแล้วครั้งเล่า จนสามารถบุกถึงกำแพงกรุงคอนแสตนติโนเปิลได้สำเร็จ โดยที่พวกเขาได้นำศพของอบูอัยยู๊บมาด้วย และขุดหลุมฝังไว้เป็นกุบุ้ร ณ ที่นั้น คล้ายเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า มุสลิมจะต้องกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ขออัลเลาะห์ทรงเมตตา ท่านอบูอัยยู๊บ ท่านดื้อดึงไม่ยอมตาย นอกจากจะต้องตายบนหลังม้า ที่วิ่งฮ่อเข้าทำสงครามในหนทางของอัลเลาะห์ ทั้งที่ตัวเองมีอายุเกือบแปดสิบปี
ขอบคุณข้อมูลจาก www.islammore.com
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 1947 ครั้ง

ท่านอบูอัยยู๊บ อัลอันซอรีย์
เมื่อใดที่เราหลงดุนยาขอให้พี่น้องมุสลิมกลับมาอ่านประวัติของท่านอบูอัยยู๊บ อัลอันซอรีย์ให้มากๆ อ่านจนเกิดความรู้สึกผิดในความหลงดุนยาของตัวเอง พิจารณาสิ่งรอบตัวเองสิ่งใดไร้สาระ......ฟุ่มเฟือย....ทิ้งมันไปในหนทางของอัลลออฮฺ เริ่มต้นใหม่ตามแนวทางของท่านรอซูลในขณะที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ปลุกหัวใจของเราให้ระลึกถึงแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมมัดด้วยการแสวงหาความรู้ทุกรูปแบบ.... จากหนังสือ.... อินเตอร์เน็ต ......การสัมมนา...การอบรม ขอให้มุสลิมมีสิ่งเหล่านี้แทนการใช้สื่อเพื่อการบันเทิงและสิ่งไร้สาระทั้งปวง ......จำไม่ลืมมาตลอดจากคุตบะฮฺวันอีดที่อยุธยา2-3 ปีมาแล้ว.... เช็ค...บอกว่า.........
ของขวัญที่ประเสริฐสุดเหนือสิ่งอื่นใดที่อัลลอฮฺให้กับมนุษย์ นั่นคือ การฮิดายะอฺ
อัซตักฟิรุลลอฮฺ มุสลิมได้รับสิ่งนี้...ทำไมจึงทิ้งของขวัญอันลำค่านี้เสีย....ยังไม่สายไปที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมาสู่ของขวัญที่ลำค่านี้ ทำอย่างไรจะให้ความศรัทธา ( อีหม่าน )เข้มแข็งตลอดไป เช็ค....บอกอีกว่า ....อิลมู ความรู้ ความรู้คือวิธีทางที่จะนำเราไปสู่การรักษาความศรัทธาให้เข้มแข็ง ความรู้เป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องแสวงหาเพื่อใช้เป็นเสมือนดวงไฟที่ส่องสว่างให้เห็นทางเดินบนโลกดุนยาภายใต้ทางนำของอัลลอฮฺโดยมีแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมมัดเป็นต้นแบบของการมีชีวิตในโลกสีนำเงินใบนี้ที่ใกล้จะหมดเวลาของมันในการรับใช้มนุษย์ตามคำสั่งของออัลลอฮฺเต็มทีแล้ว ............หนักแน่น
มั่นคง เด็ดเดี่ยว บนทางนำของท่านศาสดา จงเปลี่ยนแปลงตัวเองและอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือเรา อินชาอัลลอฮฺ