ท่านอุมัยรฺ อิบนิ วะฮฺบฺ

          ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เคยมีความรังเกียจอิสลาม ได้ทำการสู้รบและเคยพยายามทำร้าย ท่านรอซูล และเคยได้ร่วมมือกันข่มเหงและกระทำทารุณกรรมต่อบรรดามุอฺมินผู้อ่อนแอมาก่อน

        และในขณะเดียวกันท่านก็เป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้ที่พระองค์อัลเลาะห์ทรงให้ เกียรติโดยการได้ให้ท่านเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามและพระองค์ได้เลือกเฟ้น สิ่งที่ดีงามให้แก่ท่าน จากบรรดาสิ่งที่ดีงามที่ พวกท่านได้คัดเลือกไว้สำหรับตัวเอง

         ท่านเป็นนักรบที่มีความกล้าหาญเข้มแข็งมีความฉลาดเป็นเยี่ยม มีสายตาที่แข็งกร้าว มีไหวพริบไว และมีปฏิภาณสูง

          ท่านเป็นแม่ทัพคนหนึ่งของพวกกุเรช และได้สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกกุเรช ในสงครามบัดรฺ

          พวก กุเรชได้ส่งท่านไปยังแนวหน้าเพื่อประเมินจำนวนทหารของฝ่ายมุสลิม ม้าของท่านได้ย่างก้าว เข้าไปไกล้ๆบริเวณค่ายทหารของมุสลิม แล้วกลับออกไปยังพวกกุเรช

พลางก็กล่าวขึ้นว่า :

          พวกมุสลิมมีประมาณ 300 คน อาจจะมีจำนวนมากหรือน้อยกว่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พวกกุเรชได้ถามท่านต่อไปว่า :
         
         ทางเบื้องหลังของพวกมุสลิมนั้นมีกองกำลังสนับสนุนอยู่หรือไม่?
 
อุมัยรฺ กล่าวว่า :

        ฉัน ไม่พบว่าทางเบื้องหลังของพวกเขามีอะไรอยู่ แต่ทว่าฉันได้เห็นหุบเขาอันเป็นเสมือน ห้วงเหวแห่งความตายที่น่ากลัวอยู่เบื้องหน้าพวกท่านทั้งหลาย
       โอ้ชาวกุเรชเอ๋ย พวกมุสลิมเป็นหมู่ชน ที่ไม่มีที่พักพิงใดๆนอกจากดาบของพวกเขา ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ฉันไม่มีความเห็นอันใดจนกว่าทหารของพวกเขาจะได้ทำการ จู่โจมพวกท่าน เสียก่อน หากว่าพวกเขาได้สู้รบกับพวกท่านด้วยจำนวนพลที่เท่าเทียมกันแล้ว แน่นอนที่สุดความ เป็นอยู่ที่ดีหลังจากนี้คงจะไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นพวกท่านจงตรึกตรองให้จงดีเถิด

          พวกกุเรชเกือบจะลงมติที่จะเลิกทัพกลับนครมักกะห์โดยไม่มีการสู้รบกับฝ่าย มุสลิม อันเนื่องมาจากข้อเตือนสติของท่านอุมัยรฺ ถ้าหากว่าไม่มีอบูญะฮฺลเป็นผู้ทำลายความคิดดังกล่าว ด้วยการยุยงให้เกิด ความเกลียดชังฝ่ายมุสลิม โดยการก่อทิฐิในหนทางที่หลงผิดขึ้นมาอีก จึงทำให้ไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวที่ล้มเลิกการสู้รบและเดินทางกลับมักกะห์

           ท่านอุมัยรฺได้ร่วมรบกับพวกมุชริกในสมรภูมิบัดรฺ ด้วยความกล้าหาญ เขาทุ่มเทพลัง ความสามารถ ความกล้าหาญและความชำนาญ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะแก่พวกกุเรช แต่ทว่าความ พยายามของเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวของเขาเองและแก่ หมู่ชนของพวกเขาแต่อย่างใด ผลการสู้รบในครั้งนี้ทำให้พวกกุเรชต้องถอยทัพกลับมักกะห์พร้อมกับความพ่าย แพ้ กุเรชถูกฆ่าตาย เป็นจำนวนถึง 70 คน และอีก 70 คนถูกจับเป็นเชลยและในจำนวนเชลยเหล่านี้มีลูกชายของท่าน อุมัยรฺ อิบนิ วะฮฺบ รวมอยู่ด้วย

         หลังจากนั้นท่านอุมัยรฺ ก็ได้เข้าร่วมประชุมกับลูกของลุงของท่านคือ "ซ้อฟวาน อิบนิ อุมัยยะห์" ซึ่งเป็น ลูกของ " อุมัยยะห์ อิบนิ ค่อลัฟ " ผู้เป็นลุงของท่าน ซึ่งอุมัยยะห์ได้ถูกฆ่าตายในสงครามบัดรฺ โดยฝีมือ ของท่านบิลาล อิบนิ ร่อบาหฺ ผู้เคยเป็นทาสของเขามาก่อนในอดีต อุมัยรฺและซ้อฟวานได้นั่งปรับทุกข์กัน และคิดหาหนทางที่จะสังหารท่านร่อซูล และบรรดามุสลิมให้จงได้

          ซ้อฟวานได้กล่าวรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามบัดรฺว่า :

          ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ หลังจากนี้จะไม่มีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแน่นอนอีกต่อไป

          อุมัยรฺ กล่าวว่า :

          ท่านพูดถูกแล้ว ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ ถ้าหากว่าฉันไม่มีหนี้สินที่ฉันไม่มีกำลังที่จะใช้คืนได้ และหากฉันไม่เกรงว่าลูกๆจะไม่มีผู้ดูแลเอาใจใส่แล้ว ฉันก็จะเดินทางไปหามุฮัมมัดแล้วฆ่าเขาเสีย! แท้จริงฉันมีสาเหตุหลายประการที่จำเป็นจะต้องกำจัดเขา และฉันขอพูดว่าฉันจะไปเพื่อแก้แค้น ให้แก่ลูกของฉันที่ตกเป็นเชลยอยู่ที่นั่น

         ซ้อฟวานสบโอกาสจึงพูดขึ้นว่า :

         ฉันจะใช้หนี้แทนท่านเอง และลูกของท่านจะอยู่กับลูกของฉัน ฉันจะเป็นผู้เลี้ยงดูเขาเอง

         เมื่อซ้อฟวานพูดเช่นนั้น อุมัยรฺจึงกล่าวว่า :

         ดังนั้นท่านจงเก็บเรื่องของฉัน และเรื่องของท่านนี้ไว้เป็นความลับ

          หลังจากนั้นอุมัยรฺจึงลับดาบของเขาพร้อมด้วยอาบยาพิษ และออกเดินทางไปจนถึงนครมะดีนะห์ ขณะนั้นท่านอุมัร อิบนุลค๊อฎฎ็อบ กำลังให้อูฐของท่านคุกเข่าลง ณ ประตูมัสยิดของท่านร่อซูล และท่านก็กำลังสะพายดาบอยู่ด้วย ท่านอุมัรได้กล่าวกับผู้ที่ติดตามของท่านว่า :

           นี่ คือ อุมัยรฺ อิบนิ วะฮฺบ ศัตรูของอัลเลาะห์ เขาไม่ได้มาที่นี่นอกจากเพื่อประสงค์ร้ายเท่านั้น และเขายังเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ของพวกกุเรชในสงครามบัดรฺอีกด้วย

ท่านอุมัรจึงเดินเข้าไปหาท่านร่อซูล และกล่าวว่า :

          ท่านร่อซูลุลลอฮฺ นี่คือ อุมัยรฺ อิบนิ วะฮฺบ ศัตรูของอัลเลาะห์ มาพบท่านโดยสะพายดาบมาด้วย

ท่านร่อซูล กล่าวว่า :

          จงนำเขาเข้ามาหาฉันเถิด อุมัรเอ๋ย

ท่านอุมัรจึงออกไปหาอุมัยรฺ พร้อมกับเอาดาบจี้ที่คอของอุมัยรฺ และกล่าวกับชาวอันซ้อรซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยว่า :

          ท่านทั้งหลายจงพาเขาเข้าไปหาท่านร่อซูล แล้วจงนั่งอยู่กับ ท่านด้วยพร้อมกับให้ระวังชายผู้นี้ให้จงดี เพราะว่าเขาไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ

          ท่านอุมัรได้นำอุมัยรฺเข้าไปหาท่านร่อซูล โดยเอาดาบจี้ไว้ที่คอหอยของอุมัยรฺ เมื่อท่านร่อซูล เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า :

          ปล่อยเขาเถิด อุมัร และนั่งลงซิ อุมัยรฺ

อุมัยรฺจึงนั่งลง พร้อมกับกล่าวว่า :

          อันอิม ซ่อบาฮัน  (ขอท่านทั้งหลายจงเป็นสุขในตอนเช้า )   อันเป็นการแสดงเคารพเมื่อ พบปะกันของชาวอาหรับกุฟฟาร

ท่านร่อซูล กล่าวว่า :

          พระองค์อัลเลาะห์ได้ทรงให้เกียรติแก่เราโดยให้วิธีการแสดงความเคารพที่ดีกว่าการแสดงความ เคารพของท่าน โอ้ อุมัยรฺ นั่นคือถ้อยคำนี้  " อัสสะลามมุอะลัยกุม " (ขอความสันติสุขได้มีแด่ท่าน ) อันเป็นการเคารพของชาวสวรรค์

อุมัยรฺ กล่าวว่า :

          หามิได้ มุฮัมมัด ฉันทราบเกี่ยวกับอิสลาม

ท่านร่อซูล กล่าวว่า :

          ท่านมาที่นี่เพื่อต้องการอะไร?

ท่านอุมัยรฺ กล่าวว่า :

          ฉันมาที่นี่เพราะเชลยคนหนึ่งที่อยู่กับพวกท่าน

ท่านนบี กล่าวว่า :
 
          แล้วทำไมท่านจึงต้องสะพายดาบเข้ามาด้วย

อุมัยรฺ กล่าวว่า :

          ขอพระองค์อัลเลาะห์ทรงให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นกับดาบทั้งหลาย และท่านต้องได้รับอันตราย อะไรจากเรากระนั้นหรือ?

ท่านร่อซูล กล่าวว่า :
 
         จงบอกเราตามความเป็นจริงเถิดว่า เพราะเหตุใดท่านจึงมาที่นี่?

อุมัยรฺ กล่าวว่า :

         ฉันมิได้มาเพื่อประสงค์อื่นใดนอกจากสิ่งนี้เท่านั้น

ท่านร่อซูล กล่าวว่า :
 
         ท่านมิได้ร่วมประชุมกับซ้อฟวานในห้องหนึ่ง แล้วท่านทั้งสองได้กล่าวรำลึกถึงพวกกุเรชที่ เสียชีวิตในสงครามบัดรฺ แล้วท่านกล่าวว่า  ถ้าหากฉันไม่มีหนี้สิน และไม่มีลูกแล้ว ฉันจะออกไป เพื่อฆ่ามุฮัมมัดมิใช่หรือ? แล้วซ้อฟวานก็เป็นผู้รับภาระในเรื่องหนี้สินและลูกๆของท่าน  เพื่อท่านจะได้ฆ่าฉันให้แก่เขา แต่พระองค์อัลเลาะห์ได้ทรงป้องกันระหว่างท่านกับสิ่งนี้มิให้เกิดขึ้น 

ทันใดอุมัยรฺ ก็ร้องขึ้นว่า :

         ฉันขอปฎิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ ฉันขอปฎิญาณว่า ท่านเป็นร่อซูล ของอัลเลาะห์ สิ่งนี้ไม่มีผู้ใดรู้ได้นอกจากฉัน และซ้อฟวานเท่านั้น ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ ไม่มีผู้ใด บอกให้ท่านทราบได้นอกจากอัลเลาะห์เท่านั้น การสรรเสริญเป็นของอัลเลาะห์ ผู้ทรงนำพาฉันสู่อิสลาม

ท่านร่อซูลจึงกล่าวแก่บรรดาศอฮาบะห์ว่า :

         ท่านทั้งหลายจงสอนศาสนาให้แก่พี่น้องของท่าน จงสอนการอ่านอัลกุรอานให้แก่เขาและจง ปล่อยเชลยศึกของเขาเสีย

          ในช่วงเวลาที่ พระองค์อัลเลาะห์ได้ทรงเปิดหัวใจของอุมัยรฺ ให้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม จึงทำให้เขา เปลี่ยนสภาพจากชัยฎอนอันเลวร้ายมาเป็นทหารแห่งสัจจธรรม และเป็นผู้อนุเคราะห์อิสลาม และทำ ให้ท่านอุมัร อิบนุล ค้อฎฎ็อบกล่าวขึ้นว่า :

          ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ ขณะที่อุมัยรฺปรากฎตัวขึ้นมานั้น หมูนั้นยังเป็นที่รักยิ่งของฉันมากกว่าเสียอีก แต่ในวันนี้เขากลายเป็นผู้ที่ฉันมีความรักต่อเขามากกว่าลูกของฉันบางคนเสีย อีก

          หลังจากนั้นอุมัยรฺได้ครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานานถึงความสะดวกง่ายดายของศาสนานี้ เขาพบกับความ โอบอ้อมอารีของท่านร่อซูล เพราะ เหตุใดที่ทำให้ชาวกุเรชต่างพยายาม ทำลายล้างอิสลามและมุสลิมที่นครมักกะห์ก่อนการอพยพ เขาได้ถูกทดสอบอย่างไรบ้างในการสู้รบกับบรรดามุสลิมในสงครามบัดรฺ? และเขา สะพายดาบมาเพื่อสังหารท่านร่อซูล ได้อย่างไร?  ทุกสิ่งที่เขาได้ใคร่ครวญ ถึงสิ่งเหล่านี้นั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นภายหลังการกล่าวว่า " ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺมุฮัมมะดุรร่อซูลุลเลาะห์" ( ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลเลาะห์ ) ทั้งสิ้น

          เวลาผ่านไปไม่นานอุมัยรฺก็รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อศาสนานี้ ซึ่งเขาเคยพยายามจะทำลายล้างศาสนานี้มาก่อน ดังนั้นจำเป็นที่เขาจะต้องรับใช้อิสลามให้เสมือนกับที่เขาได้เคยทำการสู้รบ กับอิสลามมา และจำเป็นที่เขาจะต้องเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อิสลาม ดังเช่นที่เขาได้เคยเรียกร้อง เชิญชวนให้ต่อต้านอิสลาม วันหนึ่งเขาจึงได้กล่าวกับท่านร่อซูล ว่า :
 
          โอ้ท่านร่อซูล แต่ก่อนนี้ฉันได้ทุ่มเทใช้ความอุตสาหะในการดับรัศมีของอิสลาม และพยายาม ปองร้ายอย่างหนักต่อผู้ที่รับนับถือศาสนาของอัลเลาะห์ ฉันจึงอยากจะให้ท่านอนุญาตให้ฉันเดินทาง กลับไปยังนครมักกะห์ เพื่อฉันจะได้เชิญชวนให้ชาวมักกะห์เหล่านั้นมาศรัทธาในอัลเลาะห์  ศรัทธาต่อร่อซูล และศรัทธาในศาสนาอิสลามเพราะว่าพระองค์อัลเลาะห์จะทรงให้แนวทางที่ถูกต้อง กับพวกเขาเหล่านั้น หากมิเช่นนั้นแล้ว ฉันจะทำลายพวกเขาและศาสนาของพวกเขา ดังที่ฉันได้เคยทำร้ายบรรดาศ่อฮาบะห์ของท่านและศาสนาอิสลามมาก่อน

          ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ซ้อฟวานซึ่งอยู่ในนครมักกะห์ ก็ได้เดินทางผ่านมาอย่างลำพองตน ด้วยความยะโส และทุกครั้งที่พวกพ้องของเขาได้ไต่ถามเขาถึงการกระทำเช่นนั้น เขากล่าวตอบว่า :

          ท่านทั้งหลายจงรับฟังข่าวดีที่จะมาประสบกับพวกท่านเพียงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เถิด ซึ่งจะทำให้ พวกท่านลืมเหตุการณ์ในสงครามบัดรฺ

          ซ้อฟวานออกไปยังชานเมืองมักกะห์ แล้วสอบถามกองคาราวานว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นในนครมะดีนะห์ หรือไม่? ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่เห็นมีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย จนกระทั่งเขาได้ทราบข่าวว่า อุมัยรฺได้เข้า รับนับถือศาสนาอิสลามเสียแล้ว ข่าวนี้ทำให้เขาตกใจกลัวสุดขีด เสมือนกับว่าฟ้าได้ผ่าลงมายังเขากระนั้น

          ท่านอุมัยรฺได้เดินทางกลับ ไปยังนครมักกะห์ และได้พบกับซ้อฟวาน เมื่อซ้อฟวานเห็นเข้าก็พยายามที่จะเข้ามาทำร้าย แต่ทว่า ดาบของอุมัยรฺทำให้ซ้อฟวานหยุดอยู่กับที่ และมิกล้าทำอันตรายใดๆแก่ท่านอุมัยรฺ นอกจากด้วยการด่าทอต่างๆนานา

          ท่านอุมัยรฺ ได้เดินทางเข้าไปยังนครมักกะห์ในฐานะเป็นมุสลิม และท่านได้นะซัร(บนบาน)ไว้กับอัลเลาะห์ว่า จะทำการเผยแผ่ อิสลามในหมู่พวกกาฟิร ท่านได้ทำการเรียกร้องไปสู่อิสลามทั้งในกลางวันและกลางคืน ทั้งที่เปิดเผย และที่ปกปิด ภายในหัวใจของท่านเปี่ยมล้นไปด้วยความศรัทธา ลิ้นของท่านส่องสว่างไปด้วยสัจจธรรม มือของท่าน ถือดาบอันคมกริบซึ่งจะใช้เพื่อการป้องกันสัจธรรมและสร้างความเกรงขามให้กับ ข้าศึกศัตรู เพียงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้นที่พระองค์อัลเลาะห์ได้ทรงเปิดหัวใจให้ชาวมัก กะห์เป็นจำนวนมากให้เข้ารับอิสลามด้วยน้ำมือของท่านอุมัยรฺ

          วันหนึ่งท่านอุมัยรฺได้นำพาพวกของท่านเดินทางออกจากนครมักกะห์ ไปยังนครมะดีนะห์ท่ามกลางความกรุณาเมตตาของอัลเลาะห์และการปกป้องคุ้มครอง ของพระองค์ จนกระทั่งได้เดินทางไปถึงนครมะดีนะห์ และท่านได้พบกับท่านร่อซูล ซึ่งยังความปิติยินดีให้แก่ท่านร่อซูลเป็นอันมาก
 
          ในวันพิชิตมักกะห์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ร้ายได้มลายไป ผู้ที่มีกำลังอำนาจได้กลายเป็นผู้ต่ำต้อย และเกียรติยศทั้งหมดเป็นของอัลเลาะห์ เป็นของร่อซูลและบรรดามุอฺมินเท่านั้น อุมัยรฺได้ค้นหาลูกของลุงของท่าน คือ ซ้อฟวาน อิบนิ อุมัยยะห์ และก็ได้รู้ว่าเขาได้หลบหนีลงเรือออกทะเลไปเสียแล้ว ท่านอุมัยรฺจึงได้ไปหาท่านร่อซูล พลางกล่าวว่า :

          โอ้ท่านร่อซูล ซ้อฟวาน อิบนิ อุมัยยะห์ ซึ่งเป็นนายของพวกกุเรช ได้หลบหนีท่านไปแล้วขอท่านได้ให้ความปลอดภัยแก่เขาด้วยเถิด

ท่านนบี กล่าวว่า :

          เขาจะได้รับความปลอดภัย

ท่านอุมัยรฺ กล่าวว่า :

          โอ้ท่านร่อซูล ขอท่านจงมอบเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงการให้ความปลอดภัยแก่เขาด้วย

          ท่านร่อซูลจึงมอบผ้าคลุมศีรษะของท่าน ซึ่งท่านได้คลุมขณะที่เข้าไปยังนครมักกะห์ให้แก่อุมัยรฺ ท่านอุมัยรฺจึงได้นำผ้านั้นมาแล้วรีบเดินทางมุ่งตรงไปยังชายทะเล จนกระทั่งทันซ้อฟวานซึ่งกำลัง จะเดินทางออกทะเลไป ท่านได้กล่าวกับซ้อฟวานว่า :

          ซ้อฟวาน ท่านจะสร้างความพินาศให้แก่ตนเองกระนั้นหรือ? นี่เป็นเครื่องหมายการให้ความปลอดภัยของท่านร่อซูล ซึ่งฉันได้นำมาด้วย

ซ้อฟวาน กล่าวว่า :

          ความพินาศจงมีแด่ท่าน จงออกไปให้ห่างฉันนะ และอย่ามาพูดกับฉัน

อุมัยรฺได้กล่าวตอบว่า :

          ซ้อฟวาน แท้จริงท่านร่อซูล เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ที่ดีที่สุด มีความโอบอ้อมอารีมากที่สุด ฉันขอสาบานว่า เกียรติของท่านร่อซูลคือเกียรติของท่าน

ซ้อฟวานกล่าวว่า :

          ฉันกลัว

อุมัยรฺกล่าวว่า :

          ท่านร่อซูลมีความเมตตาและใจบุญมากกว่านี้อีก

แล้วท่านอุมัยรฺก็พาซ้อฟวานกลับมายังนครมักกะห์และมาหาท่านร่อซูล ซ้อฟวานพูดกับท่านร่อซูล ว่า  :

          อุมัยรฺกล่าวว่า ท่านร่อซูลจะให้ความปลอดภัยแก่ฉันใช่ไหม?

ท่านร่อซูลกล่าวว่า :

          อุมัยรฺพูดถูกแล้ว

ซ้อฟวานกล่าวว่า :

          ดังนั้นท่านจงเปิดโอกาสให้ฉันตัดสินใจสักสองเดือนเถิด

ท่านร่อซูลตอบว่า :

          ท่านจงใช้เวลาตรึกตรองสักสี่เดือน

          ในที่สุดซ้อฟวานก็ได้เข้านับถือศาสนาอิสลาม และเขาเป็นมุสลิมที่ดียิ่ง ทำให้ท่านอุมัยรฺ อิบนิ วะฮฺบ มีความสุขเป็นอย่างมาก

          หลังจากนั้น ท่านอุมัยรฺก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการทำอิบาดะห์ต่อ อัลเลาะห์(ซ.บ.) จนกระทั้งท่านได้กลับไปพบพระองค์ในฐานะผู้ที่พอใจและได้รับความพอใจจาก พระองค์ ร่วมกับ บรรดาศิดดีกีน(ผู้สัตย์จริง) บรรดาชะฮีด บรรดาคนดีๆที่ซอลิฮฺ และผู้ที่เป็นมิตรสหายที่ดียิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก www.islammore.com


Chat module by BoWoB Chat for Drupal