ซัลมาน อัลฟาริซีย์ : ผู้แสวงหาความจริง
ซัล มานอัลฟาริซีย์ ได้รับขนานนามว่า "อะบูอับดุลลอฮฺ" สืบเชื้อสายมาจากเมือง "อัศบะฮาน" จากหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ "ญัยยฺ" และกล่าวกันว่ามาจากเมือง "รอมะฮุรมุซ" ซัลมานได้ออกเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ทางด้านศาสนากับกลุ่มชนคณะหนึ่ง แต่พวกเขาได้หลอกลวงเขาไปขายให้กับชาวยะฮูด ภายหลังจึงได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ซึ่งท่านนะบี
ได้มีส่วนช่วยเหลือในการนี้ด้วย
ซัลมานได้รับนับถืออิสลาม เมื่อท่านนะบี
อพยพสู่นครอัลมะดีนะฮฺ การตกเป็นทาสของเขาทำให้เขามิได้ไปร่วมในการทำสงครามบัดรฺและอุหุด สงครามครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกับท่านนะบี
คือสงครามอัลค็อนดัก และได้ร่วมทำสงครามครั้งต่อๆ มาทุกครั้ง อุมัรอิบนฺอัลค็อฏฏ๊อบได้แต่งตั้งเขาให้ไปปกครองเมืองอัลมะดาอิน
มี รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อับบาส กล่าวว่า ซัลมานอัลฟาริซีย์ ได้เล่าให้ฉันฟังว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเปอร์เชียมาจากเมือง "อัศบะฮาน" จากหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ "ญัยยฺ" บิดาของข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าเกษตรกรของหมู่บ้านนั้น ข้าพเจ้าเป็นที่รักยิ่งของบิดา ความรักของเขาที่มีต่อข้าพเจ้านั้น ทำให้เขากักขังข้าพเจ้าไว้ในบ้านเหมือนกับลูกผู้หญิง ข้าพเจ้ามีความขยันขันแข็งในศาสนามะญูซีย์ จนกระทั่งได้เป็นผู้ดูแลไฟซึ่งใช้จุดเป็นที่บูชามิให้ดับแม้แต่ขณะหนึ่ง
ซัล มานกล่าวว่า บิดาของข้าพเจ้ามีที่ดินมากมาย วันหนึ่งเขามีงานยุ่งอยู่กับการ ก่อสร้าง เขาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า ลูกรักเอ๋ย! วันนี้พ่อมีงานยุ่ง ไม่มีเวลาที่จะออกไปที่ไร่ เจ้าจงออกไปดูแลแทนพ่อด้วย และได้สั่งให้ข้าพเจ้าทำหน้าที่แทนเขา แล้วข้าพเจ้าก็ได้ออกไปที่ไร่ ข้าพเจ้าได้เดินผ่านโบสถ์แห่งหนึ่งของพวกเขา ข้าพเจ้าไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมผู้คนจึงใช้ให้บิดาข้าพเจ้ากักตัวข้าพเจ้าอยู่แต่ในบ้านเมื่อข้าพเจ้า เดินไปถึงโบสถ์ ก็ได้ยินเสียงสวดอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าจึงเข้าไปเพื่อจะดูว่า พวกเขากำลังทำอะไรอยู่
ซัล มานกล่าวต่อไปว่า เมื่อข้าพเจ้าเห็นพวกเขาก็รู้สึกว่าการสวดของพวกเขาทำให้ข้าพเจ้าพอใจอยาก รู้อยากเห็นในเรื่องของพวกเขา ข้าพเจ้านึกในใจว่า ขอสาบานได้ว่ากิจกรรมของพวกเขาดีกว่าของพวกเราเสียอีก ข้าพเจ้าจึงอยู่ในโบสถ์ของพวกเขาจนกระทั่งตะวันตก โดยที่ข้าพเจ้ามิได้ทำอะไรเลยที่ไร่ข องบิดาข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็ถามพวกเขาว่า เรื่องของศาสนานี้ ข้าพเจ้าจะติดต่อได้ที่ไหน? พวกเขากล่าวว่า ติดต่อได้ที่ประเทศชาม!
ซัล มานกล่าวต่อไปว่า แล้วข้าพเจ้าก็ได้กลับไปหาบิดาของข้าพเจ้า โดยที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามิได้ทำธุระที่ได้รับมอบหมายจากบิดาเลย เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปหาท่าน ท่านกล่าวว่า โอ้ลูกเอ๋ย! เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา ข้ามิได้มอบหมายให้เจ้าทำงานดอกหรือ? ข้าพเจ้าตอบว่า ครับผม คุณพ่อผมได้ผ่านไปยังหมู่ชน เขากำลังสวดกันอยู่ในโบสถ์ของพวกเขา แล้วผมได้อยู่กับพวกเขาจนกระทั่งตะวัน ตก ท่านกล่าวว่า ลูกเอ๋ย! ไม่มีอะไรดีในศาสนานั้นดอก ศาสนาของเจ้า ศาสนา ของปู่ย่าตายายของเจ้าดีกว่า ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า เปล่าเลยครับ ศาสนาของเขาดีกว่าศาสนาของเรา ซัลมานกล่าวว่า ท่านกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่ข้าพเจ้า ท่านจึงใส่ตรวนไว้ที่ข้อเท้าของข้าพเจ้า และขังข้าพเจ้าไว้ในบ้าน
ซัล มานกล่าวอีกว่าข้าพเจ้าได้ส่งคนไปหาพวกนะศอรอให้บอกแก่พวกเขาว่า หากกองคาราวานจากประเทศชามมีพ่อค้า พวกนะศอรอมายังพวกท่าน ขอให้บอกแก่ข้าพเจ้าด้วย เมื่อกองคาราวานมา พวกเขาก็ได้มาบอกข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า เมื่อพวกเขาเสร็จธุระแล้วจะเดินทางกลับประเทศของพวกเขา ขอให้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ซัลมานกล่าวต่อไปว่าเมื่อพวกเขาต้องการจะเดินทางกลับประเทศของพวกเขา ข้าพเจ้าก็แก้พันธนาการออกจากเท้าของข้าพเจ้า แล้วได้ออกไปกับพวกเขาจนกระทั่งเดินทางไปถึงประเทศชาม เมื่อข้าพเจ้าไปถึงแล้ว ข้าพเจ้าได้ถามขึ้นว่า มีใครที่ดียิ่งเป็นเจ้าของศา สนานี้? พวกเขาตอบว่า พระอาจารย์ของบาทหลวงในโบสถ์นี้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้เข้าไปหาท่าน ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า ผมต้องการจะอยู่กับศาสนานี้ และใคร่ที่จะอยู่กับท่านเพื่อรับใช้ท่านในโบสถ์ของท่าน ต้องการจะเรียนรู้จากท่านและสวดพร้อมกับท่าน พระอาจารย์ได้ตอบรับแล้วบอกว่าเข้ามา ข้าพเจ้าจึงได้อยู่กับท่าน
ซัล มานกล่าวต่อไปว่า พระอาจารย์ผู้นี้เป็นคนเลว ใช้ผู้อื่นให้บริจาคทาน ครั้นเมื่อรวบรวมทานที่ได้รับบริจาคแล้ว ก็เก็บเอาไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่แจกจ่ายให้แก่คนยากจน จนกระทั่งสะสมทองที่ได้รับบริจาคไว้ได้ถึง 7 ถุง ข้าพเจ้าไม่พอใจในการกระทำเช่นนี้ ในที่สุดพระอาจารย์ก็จบชีวิตลง ชาวคริสเตียนก็ได้มาชุมนุมกัน เพื่อจัดการฝังพระอาจารย์ผู้นี้ ต่อเมื่อซัลมานได้กล่าวแก่ผู้ที่มาชุมนุมว่า พระอาจารย์ผู้นี้เป็นคนเลว เขาได้เชิญชวนผู้อื่นให้บริจาคทานแล้วได้รวบรวมเก็บไว้เป็นก รรมสิทธิ์ส่วน ตัวมิได้แจกจ่ายให้ แก่คนยากจน พวกเขาถามซัลมานว่า ท่านรู้ได้อย่างไรในเรื่องนี้? เขาตอบว่า ตามฉันมาสิฉันจะชี้คลังที่เก็บทรัพย์สินของเขาให้พวกท่านดู พวกเขากล่าวว่า ไปซิพาพวกเราไปดูกัน! เมื่อพวกเขาเห็นแล้ว ก็ช่วยกันเอาถุงซึ่งบรรจุทองเป็นจำนวน 7 ถุงออกมา แล้วกล่าวว่า วัลลอฮิ พวกเราจะไม่ฝังเขาเด็ดขาด แล้วก็นำเขาไปแขวน และขว้างด้วยก้อนหิน
ต่อ มา พวกเขาก็ได้นำพระอาจารย์อีกคนหนึ่งมาแทน ข้าพเจ้าเห็นว่าเขาเป็นคนเคร่งในการปฎิบัติศาสนา สมถะในโลกดุนยา มุ่งหวังในโลกอาคิเราะฮฺ มีความพากเพียรพยายามทั้งในเวลากลางวันและเวลากลางคืน ข้าพเจ้าจึงรักใคร่เขาซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรักใคร่ใครมาก่อนเลย และพำนักอยู่กับเขาเป็นเวลานาน จนกระทั่งความตายได้มาเยือนเขา ก่อนตายข้าพเจ้าได้พูดกับเขาว่า โอ้ท่านบาทหลวง! ข้าพเจ้าได้อยู่กับท่านมาเป็นเวลานานพอสมควร ข้าพเจ้ารักใคร่ท่านมาก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรักใคร่ใครมาก่อนเลย บัดนี้ความตายกำลังจะมาเยือนท่าน ดังนั้นท่านจะสั่งเสียให้ข้าพเจ้ามุ่งหน้าไปหาใคร
เขา กล่าวว่า วัลลอฮิ ปัจจุบันนี้ฉันไม่รู้ว่ามีใครมีสภาพเหมือนกับที่ฉันมีสภาพอยู่ เพราะมนุษย์ได้ตายจากไปเป็นจำนวนมาก ได้มีการเปลี่ยนแปลงและทอดทิ้งสิ่ง ที่พวกเขายึดมั่นกันอยู่ นอกจากมีชายคนหนึ่ง พำนักอยู่ที่เมืองเมาศิล เขามีสภาพเหมือนกับเรา จงรีบไปหาเขาโดยเร็ว ซัลมานได้กล่าวว่า เมื่อบาทหลวงตายไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ออกเดินทางไปที่เมืองเมาศิลเพื่อพบชายคนนั้น เมื่อไปถึงที่นั่น ข้าพเจ้าได้กล่าวกับเขาว่า โอ้ท่านที่เคารพ! ท่านบาทหลวงได้สั่งเสียแก่ฉันขณะที่ความตายจะมาถึงเขาว่า ให้ฉันมาหาท่าน เพราะท่านมีสภาพเหมือนกับเขา ชายคนนั้นได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า "จงพำนักอยู่กับฉัน"
ซัลมานกล่าวว่า ข้าพเจ้าก็ได้พำนักอยู่กับเขาระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าพบเห็นเขาว่า เขาเป็นคนดีตามที่บาทหลวงได้สั่งเสียแก่ข้าพเจ้ามา เมื่อข้าพเจ้าได้พำนักอยู่กับเขาระยะหนึ่ง ความตายก็ได้มาเยือนเขา ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าได้พูดกับเขาว่า โอ้ท่านที่เคารพ! ได้มีผู้สั่งเสียให้ข้าพเจ้ามาอยู่กับท่าน บัดนี้ความตายกำลังจะมาเยือนท่านแล้ว ดังนั้นท่านจะสั่งเสียให้ข้าพเจ้ามุ่งหน้าไปหาใคร เขากล่าวว่า วัลลอฮิ ขณะนี้ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครมีสภาพเหมือนกับฉัน นอกจากชายคนหนึ่งพำนักอยู่ที่เมืองนะศีไบน์ จงรีบไปหาเขาโดยเร็วซัลมานกล่าวว่า เมื่อเขาตายไปแล้วข้าพเจ้าก็ออกเดินทางเพื่อไปพบชายคนนั้นที่เมืองนะศีไบน์ เมื่อไปถึงที่นั่นข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องให้เขาฟังและสิ่งที่เพื่อนข้าพเจ้า ส่งเสียมา เขากล่าวว่า "จงพำนักอยู่กับฉัน"
ซัล มานกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้พำนักอยู่กับเขาระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้พบเห็นเขาตามที่เพื่อนของ ข้าพเจ้าได้สั่งเสียมา กล่าวคือเขาเป็นคนดีคนหนึ่ง แล้วความตายก็ได้มาเยือนเขา ข้าพเจ้าได้พูดกับเขาว่า โอ้ท่านที่เคารพ! ได้มีผู้สั่งเสียให้ข้าพเจ้าไปอยู่กับชายคนหนึ่งแล้วเขาก็ได้สั่งเสีย ข้าพเจ้าให้มาอยู่กับท่าน หลังจากนี้ท่านจะสั่งเสียข้าพเจ้าให้ไปหาใครอีก? เขากล่าวว่า วัลลอฮิ ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครมีสภาพเหมือนกับที่เรามีสภาพอยู่นี้ แต่มีชายคนหนึ่งพำนักอยู่ที่เมืองอัมมูรียะฮฺ ถ้าหากท่านใคร่จะไปพบเขาก็ได้ เพราะเขามีสภาพเหมือนกับที่เรามีสภาพอยู่ขณะนี้ซัลมานกล่าวว่า เมื่อเขาผู้นั้นตายไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางที่อัมมูรียะฮฺ แล้วข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องราวท้งหมดของข้าพเจ้าให้เขาฟัง เขากล่าวว่า "เจ้าจงพำนักอยู่กับฉัน"
ซัลมานกล่าว ว่า แล้วข้าพเจ้าได้พำนักอยู่กับเขาระยะหนึ่ง โดยข้าพเจ้าได้เลี้ยงวัวและแพะไว้จำนวนหนึ่ง ซัลมานกล่าวว่า หลังจากเวลาได้ล่วงเลยมา พระบัญชาของอัลลอฮฺก็ได้มาถึงเขา ข้าพเจ้าก็ได้เข้าไปหาเขาเพื่อจะให้เขาสั่งเสียให้ข้าพเจ้าไปอยู่กับใครที่ ไหนอีก เขาได้กล่าวว่า โอ้ซัลมานเอ๋ย! ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าจะสั่งเสียให้เจ้าไปอยู่กับใครแต่เวลานี้ถึงเวลาแล้ว มีนะบีท่านหนึ่งถูกส่งมาดำเนินตามศาสนาของอิบรอฮีม เขาได้ออกจากดินแดนของอาหรับ และได้อพยพจากถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีโขดหิน สีดำ ท่ามกลางสถานที่นั้นมีต้นอินทผลัมอยู่มากมาย เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เขาผู้นั้นไม่รับสิ่งของที่เสนอให้เป็นทานบริจาค แต่เขารับสิ่งของที่ยื่นให้เป็นของกำนัล ระหว่างไหล่ทั้งสองมีตราประทับว่าเป็นนะบี หากท่านสามารถจะเดินทางไปยังเมืองนั้นได้ก็จงทำเถิด
ซัล มานกล่าวว่า แล้วเขาก็ได้ตายจากไป ข้าพเจ้าได้พำนักอยู่ที่อัมมูรียะฮฺอีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้มีกลุ่มชนคณะหนึ่งจากตระกูลกัลบฺเป็นพ่อค้าเดินทางผ่านมา ข้าพเจ้าได้กล่าวกับพวกเขาว่า หากพวกท่านนำฉันไปยังดินแดนอาหรับ ฉันจะให้วัวฝูงนี้และแพะฝูงนี้แก่พวกท่าน พวกเขากล่าวว่าตกลง! แล้วข้าพเจ้าได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีอยู่ให้แก่พวกเขา พวกเขาได้พาข้าพเจ้าร่วมเดินทางไปจนกระทั่งถึงตัวเมือง เมื่อไปถึงที่นั่นพวกเขาได้นำข้าพเจ้าไปขายให้ชายคนหนึ่งเป็นชาวยะฮูด แล้วข้าพเจ้าได้พำนักอยู่กับเขา ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าสถานที่นั้นเต็มไปด้วยต้นอินทผลัม ข้าพเจ้าก็หวังว่าคงจะเป็นเมืองตามที่สหายของข้าพเจ้าได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องสืบให้รู้อย่าง แน่ชัดต่อไป ขณะที่ข้าพเจ้าพำนักอยู่กับเขานั้น ได้มีหลานชายของเขาเดินทางมาจากนครอัลมะดีนะฮฺ จากตระกูล บะนีกุร็อยเซาะฮฺได้มาซื้อข้าพเจ้าไปจากเขา แล้วได้นำข้าพเจ้าไปพำนักอยู่กับเขาที่นครอัลมะดีนะฮฺ วัลลอฮิ ทันทีที่ข้าพเจ้าไปถึงที่นั่น ข้าพเจ้าก็รู้ว่ามันเป็นสถานที่ตามที่เพื่อนของข้าพเจ้าได้บอกกล่าวไว้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้พำนักอยู่ ณ นครอัลมะดีนะฮฺ ตามที่ข้าพเจ้าได้ตั้งเจตนาไว้
วัน หนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ โดยที่ข้าพเจ้ากำลังอยู่บนต้นอินทผลัม และนายของข้าพเจ้านั่งอยู่ที่โคนต้นอินทผลัม ลูกของลุงของเขาได้เดินเข้ามาหา และกล่าวกับเขาว่า โอ้ลูกของอาว์ของฉันเอ๋ย! ขออัลลอฮทรงนำความพินาศมาสู่ตระกูลบะนีก็อยละฮฺ (หมายถึงตระกูลเอาส์ และตระกูลอัลค็อซรอจ) วัลลอฮิ! ขณะนี้พวกเขากำลังชุมนุมกันอยู่ที่ตำบลกุบาอฺ เพื่อต้อนรับชายคนหนึ่งที่เดินทางมาหาพวกเขาจากนครมักกะฮฺ เขาอ้างว่าเขาเป็นนะบี
ซัลมานกล่าวว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ยินคำพูดเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าจะเป็นไข้ตัวสั่น ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าจะตกลงมาจากต้นอินทผลัม ซัลมานกล่าวต่อไปว่า แล้วข้าพเจ้าก็ลงจากต้นอินทผลัมไปหาลูกของลุงของเขาให้ทวนคำพูดใหม่ ซัลมานกล่าวว่า นายของข้าพเจ้าโกรธข้าพเจ้า แล้วกำมือชกข้าพเจ้าอย่างแรงแล้วกล่าวว่า มันเรื่องอะไรของเจ้า? ไปไปทำงานของเจ้าต่อไป ซัลมานกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้กล่าวกับนายของข้าพเจ้าว่า ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมต้องการจะฟังเขาเล่าเรื่องเท่านั้น
ข้าพเจ้า ได้เก็บรวบรวมอินทผลัมซึ่งเป็นส่วนกลางของข้าพเจ้าไว้พอตกเวลาเย็นข้าพเจ้า ก็รวบรวมใส่ถุงแล้วนำไปมอบให้ ท่านร่อซูล ขณะนั้นท่านยังอยู่ที่ตำบลกุบาอฺ ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาท่านและพูดว่า ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า ท่านเป็นคนดีและมีสาวกหลายคนอยู่ร่วมกับท่าน พวกท่านเป็นคนแปลกถิ่น พวกท่านมีความต้องการในเรื่องอาหาร และนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้ามีอยู่ได้นำมาเพื่อเป็นทานบริจาค ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกท่านเป็นผู้เหมาะสมยิ่งกว่าผู้อื่น
ซัล มานกล่าวต่อไปว่า แล้วข้าพเจ้านำถุงอินทผลัมไปวางไว้ข้างหน้าท่าน ท่านร่อซูล ได้กล่าวกับบรรดาสาวกของท่านว่า พวกท่านจงกินซิ! และท่านมิได้ยื่นมือไปหยิบเอามากิน ซัลมานกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้พูดในใจของข้าพเจ้าว่า นี่หนึ่งล่ะ! ข้าพเจ้าได้ลากลับออกไป หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้รวบรวมอาหารไว้ ท่านร่อซูล ได้ย้ายเข้าไปในนครอัลมะดีนะฮฺ ข้าพเจ้าก็ได้ตามไปหาท่านที่นครอัลมะดีนะฮ ฺ ข้าพเจ้าได้กล่าวกับท่านว่าข้าพเจ้าเห็นท่านไม่กินอาหารเป็นทานบริจาค และนี่คือของกำนัลมอบให้แก่ท่าน ท่านร่อซูล ได้กินอาหารนั้นและได้เชิญบรรดาสาวกมาร่วมกินด้วย
ซัล มานกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้พูดในใจของข้าพเจ้าว่า นี่สองละน๊ะ!! ซัลมานกล่าวว่า แล้วข้าพเจ้าได้มาหาท่านร่อซูลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นขณะที่ท่านอยู่ที่หลุมฝังศพ ณ ตำบลบะเกี๊ยะอฺ ท่านได้ร่วมญะนาซะอฺศพสาวกคนหนึ่งของท่าน ข้าพเจ้าได้ให้สลามแก่ท่านแล้วหันไปมองที่ไหล่ของท่าน เพื่อหวังจะเห็นรอยตราที่ประทับอยู่บนหัวไหล่ของท่าน ตามที่สหายของข้าพเจ้าได้เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ซัลมานกล่าวว่า ท่านได้หย่อนเสื้อลงไปที่กลางหลังของท่าน ข้าพเจ้าเห็นรอยตราที่ประทับอยู่บนหัวไหล่ของท่าน เมื่อข้าพเจ้าแน่ใจดีแล้วข้าพเจ้าจึงโผเข้าไปกอดและจูบท่าน แล้วข้าพเจ้าได้ร้องไห้ด้วยความดีใจ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า จงผินหน้ามาทางนี้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้ผินหน้าไปหาท่าน และได้เล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของข้าพเจ้าให้ท่านฟัง เสมือนกับที่ข้าพเจ้าได้เล่าให้ท่านฟังมาแล้วทั้งหมด
โอ้ อิบนฺอับบาสเอ๋ย! ท่านร่อซูล พอใจที่จะให้ข้าพเจ้าเล่าให้เหล่าสาวกของท่านฟังอีกด้วย
บทความดีๆ จากอีเมล์ของพี่น้อง
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 949 ครั้ง

ความเห็นล่าสุด
25 weeks 4 days ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 35 weeks ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 12 weeks ก่อน
2 years 18 weeks ก่อน