ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รศ.ดร.จรัญ มะลูลีม ให้ข้อคิดสอนใจนักศึกษาไทยในอลิการ์

  • user warning: Table './jihad_jannah/sessions' is marked as crashed and should be repaired query: SELECT COUNT(sid) AS count FROM sessions WHERE timestamp >= 1397844928 AND uid = 0 in /home/jihad/domains/jihadforjannah.com/public_html/bp5/includes/database.mysql.inc on line 174.
  • user warning: Table './jihad_jannah/sessions' is marked as crashed and should be repaired query: SELECT DISTINCT u.uid, u.name, s.timestamp FROM users u INNER JOIN sessions s ON u.uid = s.uid WHERE s.timestamp >= 1397844928 AND s.uid > 0 ORDER BY s.timestamp DESC in /home/jihad/domains/jihadforjannah.com/public_html/bp5/includes/database.mysql.inc on line 174.
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ รศ.ดร.จรัญ มะลูลีม บรรยายกับนักศึกษาไทยในอลิการ์

        ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ พร้อมด้วย รศ.ดร.จรัญ มะลูลีม พบอธิการบดีมหาวิทยาลัยมุสลิมอลิการ์ เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือการสนับสนุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิม โดยเฉพาะจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังได้พูดคุยแบบเปิดอกกับนักศึกษาไทยกว่า 70 คน ให้กำลังใจให้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ให้เต็มที่เพื่อพัฒนาบ้านเมือง

        สืบเนื่องจากโครงการสถานทูตไทยที่จัดให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยมุสลิมอลิการ์ (Aligarh Muslim University : AMU) เดินทางไปพบครูและนักเรียนไทยมุสลิมที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปีกลาย เพื่อนำเสนอโอกาสและทางเลือกการศึกษาในการเรียนต่อที่ AMU นั้น เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้รับเชิญให้มากล่าวปาฐกถาเรื่องแนวโน้มความสัมพันธ์ อาเซียน-อินเดีย-จีน ที่มหาวิทยาลัย Jamia Millia Islamia กรุงนิวเดลี สถานทูตเห็นเป็นโอกาสดี จึงเชิญให้ ดร.สุรินทร์ฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.จรัญ มะลูลีม คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไปพบกับอธิการบดี AMU และเยี่ยมนักศึกษาไทยกว่า 70 คนที่ AMU เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการสนับสนุนการศึกษานักเรียนไทยมุสลิมที่สถานทูตเริ่มไว้แล้ว

        เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2556 ทูตพิศาล มาณวพัฒน์ นำทีม ดร.สุรินทร์ฯ รศ.ดร.จรัญฯ พร้อมทั้งเพื่อนผู้สื่อข่าวมุสลิมอีก 2 คน เข้าพบพลโท Zameeruddin Shah อธิการบดี AMU ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจ หลังจากที่ อธิการบดีได้ไปเห็นและพบบรรดานักเรียนไทยที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาสด้วยตัวเองมาแล้ว ในครั้งนี้ อธิการบดีก็ยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับสถานทูตหาช่องทางที่จะสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทยมุสลิมจากสามจังหวัดได้มีโอกาสมาเรียนต่อที่ AMU มากขึ้น

        นอกจากนี้ โดยที่สถานทูตตระหนักดีว่า พื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักศึกษาไทยที่ต้องฝึกฝนให้ใช้การได้ดีก่อนที่จะเข้าเรียนต่อ จึงเสนอให้มหาวิทยาลัยจัดหลักสูตรพิเศษอบรมภาษาอังกฤษ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อปรับฐานภาษา ให้นักศึกษาไทยก่อน ซึ่งอธิการบดีก็ตอบรับอย่างแข็งขันว่าพร้อมจัดให้

        หลังจากที่ได้พบหารือและรับประทานอาหารร่วมกับอธิการบดีแล้ว ก็ได้เวลาที่ ดร.สุรินทร์ฯ และ รศ.ดร.จรัญฯ ได้พบพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาไทยกว่า 70 คน ซึ่งรอคอยที่จะได้ฟังข้อคิดเห็นดีๆ จากทั้งบุคคลที่นักศึกษาชื่นชม และยึดถือเป็นแบบอย่าง ทั้งสองท่านอย่างใจจดใจจ่อ

        ดร.สุรินทร์ฯ ให้ข้อคิดที่เป็นกำลังใจว่า การได้มาศึกษาที่ AMU เป็นโอกาสดี เพราะถือเป็นที่บรรจบกันของความรู้สมัยใหม่กับศาสนาอิสลาม และอีกไม่ช้าอาเซียนจะรวมเป็นหนึ่ง เกือบครึ่งของประชากรอาเซียนเป็นชาวมุสลิม นักศึกษาไทยมุสลิมจึงต้องพร้อมโดยขอให้ทำในสิ่งที่ตนชอบให้ดีที่สุด นักศึกษาไทยที่ AMU ได้เปรียบขั้นหนึ่งแล้ว เพราะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียน จึงอยากให้ใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่ ดร.สุรินทร์ฯ ให้กำลังใจต่อว่า ตนเองมาจากโรงเรียนปอเนาะที่ยากลำบาก สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ นักศึกษาไทยที่ AMU มีโอกาสที่ดีกว่า ก็ควรทำได้ดีกว่าตน

        รศ.ดร. จรัญฯ ศิษย์เก่า AMU กล่าวเสริมว่า ในประเทศไทยมีบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เป็นศิษย์เก่า AMU หลายคน รวมถึงตนเองที่ศึกษาที่ AMU เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างมาก จึงอยากให้นักศึกษา ไทยพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด และยินดีให้การสนับสนุนนักศึกษาไทยมุสลิมที่ AMU ต่อไป

        การพบพูดคุยระหว่าง รุ่นพี่-รุ่นน้องในครั้งนี้ จุดประกายความหวังและกำลังใจให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิม ที่พร้อมจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตให้เต็มที่ ก่อนที่จะกลับไปใช้วิชาความรู้พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนต่อไป

        ถึงแม้ว่า ดร.สุรินทร์ฯ และคณะจะกลับไปแล้ว แต่ความพยายามของสถานทูตก็ไม่ได้หยุดแค่นี้ สถานทูตยังมีหน้าที่ที่จะประสานงานกับมหาวิทยาลัยมุสลิมอลิการ์ต่อไป เพื่อผลักดันให้โครงการสนับสนุนนักเรียนไทยมุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มาศึกษาต่อที่ AMU มหาวิทยาลัยสายสามัญอันดับ 5 ของอินเดีย เกิดขึ้นได้จริงโดยเร็ว

        หากท่านผู้อ่าน หรือน้องๆ นักศึกษาคนไหน ยังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ขอเชิญเข้าชมเว็บไซต์มหาวิทยาลัยที www.amu.ac.in หรือหากอยากรู้ว่า นักเรียนไทยที่นี่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร สนุกกับการเรียนแค่ไหน ก็ติดตามได้จากเว็บไซต์สมาคมนักเรียนไทยในอลิการ์ www.thaialigarh.com ที่มีรายละเอียดตั้งแต่ประวัติมหาวิทยาลัย คณะที่เปิดสอน ไปจนถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่น้องใหม่ เช่น วิธีการสมัครเรียน การขอวีซ่าจากสถานทูตอินเดีย และกิจกรรมที่สมาคมทำอยู่ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของกลุ่มนักศึกษาไทย และความพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแลน้องใหม่อย่างเต็มที่


Chat module by BoWoB Chat for Drupal