ประท้วงเป็นบิดอะฮฺจริงหรือ?

คืนวานนี้ (9) กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ รวมมือกับมูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม ได้จัดเสวนาเชิงวิชาการขึ้นภายใต้หัวข้อ "การประท้วง เป็นบิดอะฮฺจริงหรือ?" เพื่อชี้แจ้งแง่มุมทางวิชาการศาสนาอิสลามเกี่ยวกับเรื่องการประท้วง หลังจากมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามสร้างความขัดแข้งในสังคมด้วยการออกเอกสารบิดเบือนข้อเท็จจริงในทางวิชาการ พยายามตัดต่อคำวินิจฉัยทางศาสนาจากนักวิชาการต่างประเทศ ให้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยหลงเชื่อว่า การประท้วงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม

ในการเสวนาดังกล่าวมีนักวิชาการชั้นแนวหน้าของเมืองไทยขึ้นบนเวทีกันพร้อมหน้า ประกอบไปด้วย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี, อ.อับดุลเลาะฮฺ สุลัยหมัด, อ.ฟารีด เฟ็นดี้, อ.อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์ และอ.มุรีด ทิมะเสน นอกจากนักวิชาการมากคุณภาพบนเวที ยังมีผู้รู้อีกหลายท่าน และผู้สนใจนับร้อยคน ต่างนั่งฟังการเสวนาดังกล่าวอย่างตั้งใจ

บนเวทีการเสวนาที่มีอ.ฟารีด เฟ็นดี้เป็นผู้ดำเนินการเสวนาได้หยิบยกเอกสารจากกลุ่มที่อ้างตนตั้งชื่อเรียกให้ตนเองว่า "อัสลาฟีญูน" โดยมี อิสหาก พงมณี และพวกที่เรียกตนเองว่าเป็นนักวิชาการอีกหลายท่านเป็นแกนนำ โดยมีสำนักงานอยู่ในซอย บนถนนพัฒนาการ โดยเนื้อหาในเอกสารเป็นการรวมรวบบทวินิจฉัยของนักวิชาการชื่อดังระดับโลก 2-3 ท่านที่มีทัศนะที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วง แต่ก็ไม่มีทัศนะใดที่ระบุว่าการประท้วงนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม

โดยเนื้อหาบางตอนในเอกสารเป็นการตัดต่อคำวินิจฉัยของนักวิชาการระดับโลก เพื่อหวังหลอกให้คนหลงเชื่อตามเอกสารของตนเองอาทิเช่น คำวินิจฉัยหนึ่งที่เป็นการตอบตามคำถาม(โดยสรุป)ว่า การประท้วงที่มีการปะปนกันระหว่างชายหญิง จะถือเป็นการดะวะหฺหรือไม่ ซึ่งผู้ตอบได้ตอบในแนวทางที่ไม่ได้ แต่ทั้งนี้การนำคำถามดังกล่าวมาเทียบเคียงกับการประท้วงของกลุ่มมุสลิมเพื่อสันตินั้นมิอาจเทียบกันได้ เนื่องจากการปะท้วงของกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติในทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการปะปนกันระหว่างชายหญิง มีการดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมประท้วงอย่างเต็มที่ มีการกระทำอยู่ในกรอบของศาสนาอย่างเคร่งครัด พฤติกรรมดังกล่าวของผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวคือเป็นการพยายามตัดต่อ บินเบือนคำวินิจฉัยศาสนา ให้คนอ่านหลงคิดว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเรื่องเดียวกับการดำเนินการของกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ

ด้านอ.มุรีด ทิมะเสน ได้กล่าวว่า คนกลุ่มนี้สมัยที่ยังไม่มีปัญหากัน ก็เคยมารวมตัวกันร่วมปรึกษาหารือหลังจากอัฟกานิสถานถูกสหรัฐอเมริกาถล่มในวันที่ 7 ตุลาคม 2544 เพื่อหาทางช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่ถูกอธรรมในพื้นที่ดังกล่าว ด้านเชคริฎอ อะหมัด สมะดี ได้กล่าวเสริมว่า นายอิสหาก พงมณี เคยกล่าวกับท่านในสมัยที่ยังไม่มีปัญหากันว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการประท้วงแต่ผมจะไม่คัดค้าน แต่ถ้ามีงานอภิปรายผมจะขึ้นเวทีด้วย แต่ทำไมวันนี้จึงเพิ่งทำเอกสารออกมาเช่นนี้ นอกจากนี้เชคฯยังได้นำเสนอการวินิจฉัยของนักวิชาการระดับโลกอีกหลายท่านที่บอกว่าการประท้วงทำได้ พร้อมกับยกตัวอย่างการเผยแผ่ศาสนาอิสลามของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ว่านั้นก็คือการประท้วงหรือไม่เห็นตัวกับบรรดาเจว็ตของพวกมุชริกีนหรือพวกปฏิเสธศรัทธาเช่นกัน

ขณะที่อ.มุรีด ทิมะเสน ได้อ้างถึงคำพูดของอ.อะหมัด ก้อพิทักษ์ ที่เปิดเผยว่าตนได้เคยพบเห็น บางคนจากพวกที่อ้างตัวเป็นนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว พร้อมทั้งลูกศิษย์ลูกหาอีกหลายคน ไปร่วมกันประท้วงกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าการประท้วงดังกล่าวจะตรงกับแนวทางวินิจฉัยที่บอกว่าการประท้วงไม่ส่งเสริมคือ มีการปะปนกันระหว่างชายหญิง มีสิ่งของต้องห้ามเช่นเสียงดนตรีร่วมอยู่ในการประท้วง แต่คนกลุ่มนี้กับอ้างว่าไม่ใช่ประเด็นศาสนาไม่ถือเป็นบิดอะฮฺ ทั้งที่การประท้วงดังกล่าวมีเรื่องของศาสนาเข้ามาปะปนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสอนธรรมะบนเวที การนำสวดมนต์ของแกนนำการประท้วง มีการยกย่องจะเว็ต และตอฮูด เหนืออัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างชัดเจน และยังเป็นกระประท้วงที่เต็มไปด้วยอันตราย โดยจะเห็นได้จากจำนวนผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมากจากการประท้วง และยังสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นเป็นอย่างมาก ทั้งการปิดถนน และการปิดสนามบิน ซึ่งตรงกับข้อวินิจฉัยที่คนกลุ่มดังกล่าวนำมาอ้างในเอกสารของตนอย่างชัดเจนว่า แต่คนกลุ่มดังกล่าวกลับเข้าร่วมกับการประท้วงของกลุ่มพันธมิตร โดยไม่เคยคำนึงถึงคำวินิจฉัยที่ตนเองนำมากล่าวอ้างเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้คนกลุ่มดังกล่าวยังได้เคยสร้างเรื่องกล่าวหาให้ร้ายผู้อื่นในลักษณะเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่นเหตุการณ์ที่คนกลุ่มนี้ได้ให้เด็กเก็บกระดาษในโรงพิมพ์ มาขึ้นเวทีหารายได้ในเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนสำคัญในศาสนาอิสลามที่คนกลุ่มนี้อ้างตนว่าศรัทธาอยู่ แต่คนกลุ่มนี้กลับใช้่พฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยมีการหลอกผู้ฟังว่าคนเก็บกระดาษในโรงพิมพ์ที่ขึ้นมาพูดบนเวทีดังกล่าวเป็นนักวิชาการศาสนา ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย โดยมีเนื้อหาหลักในการบรรยายบนเวทีเป็นเรื่องของการกล่าวหาให้ร้ายอ.ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผยคนกลุ่มดังกล่าวกลับไม่เคยออกมาชี้แจงใดๆ ในการหลอกลวงประชาชนของตน ซ้ำกับพยายามหาประเด็นใหม่ๆ มาสร้างเรื่องวุ่นวายในสังคมอีกอย่างไม่หยุดหย่อน

โดยพฤติกรรมของคนกลุ่มดังกล่าว ถือเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับแนวทางของศาสนาอย่างชัดเจน และเป็นการพุ่งเป้าเพื่อโจมตีตัวบุคคล เพื่อหวังสร้างราคาให้กับตนเองอย่างเห็นได้ชัด นับเป็นอันตรายอย่างมากต่อสังคมที่คนกลุ่มดังกล่าวยังกระทำการในลักษณะดังกล่าวอยู่ได้ในสังคมอยู่จนถึงปัจจุบัน



ประมวลภาพกิจกรรมในงานเสวนาเรื่อง "การประท้วงเป็นบิดอะฮฺจริงหรือ?"












ข้อมูลจาก กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ www.muslim4peace.net

Average rating
(0 votes)

Chat module by BoWoB Chat for Drupal