ทำไม “โรฮิงยา” ต้องรอนแรมเดินทางกลางทะเล?
บีบีซีนิวส์รายงานเรื่องราวน่าสะเทือนใจของผู้รอดชีวิตชาวโรฮิงยา ซึ่งแคล้วคลาดจากนโยบายทางทหารอันเข้มงวดของไทย หลังจากพวกเขาถูกจับลงเรือไร้เครื่องยนต์แล้วลากออกไปปล่อยทิ้งกลางทะเลนั้น ทำให้นานาชาติหันมาสนใจชะตากรรมอันรันทดของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่โดนกดขี่มากที่สุดในโลก
แล้วอะไรเล่าที่ผลักดันให้ชาวโรฮิงยาจำนวนมาก ยอมเสี่ยงชีวิตหนีลงเรือซึ่งจวนจะพัง ด้วยความหวังว่าจะพบที่ลี้ภัยแห่งใหม่
คำว่า “โรฮิงยา” หมายถึงชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่า บริเวณแนวชายแดนติดกับบังกลาเทศ
เชื่อกันว่า ชาวโรฮิงยาสืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับ และพ่อค้าชาวมุสลิม ซึ่งเดินทางมาค้าขายและตั้งรกรากอยู่ ณ บริเวณดังกล่าวเมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว
ภาษาท้องถิ่นของชาวโรฮิงยา คือ ภาษาเบงกาลี ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ใช้ในจังหวัดค๊อกส์บาซา ของบังกลาเทศ
คาดหมายกันว่า น่าจะมีชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่ในพม่าราว 1 ล้านคน โดยอาจมีจำนวนมากกว่านี้กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ในบังกลาเทศ, ซาอุดีอาระเบีย และมาเลเซีย
**ค่ายที่พักอันซอมซ่อ**
การล่วงละเมิดและการคุกคามอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ชาวโรฮิงยากลายเป็นชนชั้นล่าง ซึ่งถูกกดขี่ข่มเห่ง แม้แต่ในพม่าเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศยากจนและแร้นแค้นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมชาวโรฮิงยากว่า 200,000 ชีวิต ถึงอพยพสู่บังกลาเทศในปี 1978 และอีก 250,000 ชีวิต ระหว่างปี 1991-1992 และยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศดังกล่าวเรื่อยมานับแต่นั้น
ขณะที่บางส่วนซึ่งลงเรือมุ่งหน้าสู่ทะเลอันดามัน ก็เพิ่มขึ้นสูงลิ่วเช่นกันตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา
ความเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัดในการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงยาของทางการ พม่าเช่นเมื่อปี 1978 และ 1991 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยซึ่งบีบบังคับให้ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ต้อหนีออกมา
สภาพของชาวโรฮิงยาในบังกลาเทศ ยังคงแร้นแค้นหนัก โดยกว่า 200,000 ชีวิตแออัดอยู่ในค่ายอพยพอย่างเป็นทางการ 2 แห่ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากยูเอ็น
และอีกกว่า 200,000 ชีวิต ซึ่งร่อนเร่อยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย โดยไม่มีเอกสารทางราชการ และขาดโอกาสในการจ้างงาน
ในอดีตชาวโรฮิงยาเคยอพยพไปยังตะวันออกกลาง เฉพาะอย่างยิ่งในซาอุดีอาระเบีย เพื่อหางานทำเช่นเดียวกับชาวบังกลาเทศจำนวนมาก
ชาวโรฮิงยาเคยทำเช่นนั้นได้ เพราะค่อนข้างง่ายในการขอหนังสือเดินทางจากบังกลาเทศ แต่ปัจจุบันนี้เนื่องจากความเข้มงวดด้านความปลอดภัยจากปัญหาการก่อการร้ายใน บังกลาเทศ และซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยไร้รัฐชาติเหล่านี้ยากลำบากมากยิ่งขึ้นในการเดินทาง
**การถูกคุกคามและทุบตี**
ยะไข่เป็นหนึ่งในรัฐที่ยากจนและถูกโดดเดี่ยวมากที่สุดในพม่า
อย่างไรก็ตาม ภาระหน้าที่ต่างๆ ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าบังคับให้ชาวโรฮิงยาทำนั้น กลับทำให้สภาพของพวกเขาเลวร้ายลงอย่างสิ้นเชิงยิ่งกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนั้น
“ความลำบากทางเศรษฐกิจและความยากจนที่รุมเร้า กีดกันผู้คนหลายพันหลายหมื่นในรัฐทางภาคเหนือแห่งนี้ ออกห่างจากความมั่นคงด้านอาหาร” คริส เคย์ ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลกของยูเอ็นประจำพม่า กล่าว ภายหลังจากลงพื้นที่เมื่อสองเดือนก่อน
“คนจำนวนมากไม่มีสิทธิในที่ดินทำกิน ตลอดจนการเข้าถึงพื้นที่การเกษตรเพื่อเพาะปลูกพืช กฎข้อบังคับและการจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้คน, สินค้า และโภคภัณฑ์ต่าง ยิ่งซ้ำเติมความเป็นอยู่ของผู้คน”
นับตั้งแต่เริ่ม ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงยาถูกปฏิเสธความเป็นพลเมืองภายใต้กฎหมายสัญชาติพม่าในปี 1982 โดยพวกเขาไม่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มเชื้อชาติ 135 กลุ่ม ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐ
ในมุมมองของรัฐบาลทหารพม่า ชาวโรฮิงยา คือ ผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ
ชาวโรฮิงยาที่พยายามหลบหนีออกจากพม่า มักจะถูกกองกำลังความมั่นคงพม่าคุกคามและทุบตี แต่หากหนีรอดไปได้ พวกเขาบอกว่าจะไม่มีวันกลับมาอีก
นอกจากไม่ได้สัญชาติพม่าได้ พวกเขายังไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนอย่างอิสระ กองทัพกำหนดให้ชาวโรฮิงยาต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน แม้แต่จะเดินทางไปหมู่บ้านข้างๆ ก็ตามที
ทว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะได้รับการอนุญาตให้เดินทางออกนอกรัฐยะไข่
**การควบคุมการแต่งงาน**
ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเหล่านี้ มักถูกบังคับใช้แรงงาน
คริส เลวา จาก “โครงการอาระกัน” ซึ่งเป็นองค์การด้านสิทธิมนุษยชน เล่าว่า ปกติแล้วชายชาวโรฮิงยาต้องอุทิศเวลา 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อทำงานให้กับโครงการต่างๆ ของกองทัพและรัฐบาลพม่า และอีก 1 คืนต้องทำหน้าที่เฝ้ายาม
การบังคับใช้แรงงานเช่นนี้ เบียดบังเวลาของพวกเขาในการทำมาหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ขณะที่ชาวพุทธเชื้อสายพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน กลับไม่ถูกเกณฑ์แรงงานแต่อย่างใด
ชาวโรฮิงยายังต้องสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกมากมาย เนื่องจากถูกรัฐบาลทหารพม่ายึดที่ดินทำมาหากิน เพื่อนำไปมอบให้ชาวพุทธจากพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมาตั้งรกรากแถบนี้
หนึ่งในรูปแบบการแบ่งแยกและปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเหล่านี้ คือ การห้ามไม่ให้ชาวโรงฮิงยาแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า
เช่นเดียวกับเอกสารอื่นๆ ทั้งหมดที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับ ขั้นตอนเหล่านี้จึงเปิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ขูดรีดเงินจากชาวโรฮิงยา และการขออนุญาตแต่งงานอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปีหรือมากกว่านั้น
ชายหญิงซึ่งแต่งงานกัน หรือร่วมหลับนอนโดยไม่ได้รับการอนุญาต อาจถูกควบคุมตัว
โครงการอาระกันสามารถรวบรวมเอกสารคดีต่างๆ ที่ชายชาวโรฮิงยาหลายคนถูกจำคุก หนึ่งในนั้นต้องโทษจำคุกนาน 7 ปี และหากได้รับอนุญาตให้แต่งงาน พวกเขาจะต้องลงนามในข้อตกลงว่าจะไม่มีลูกเกิน 2 คน
**การตีแผ่ต่อสาธารณะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน**
แทนที่ชาวโรฮิงยาจะเดินทางรอนแรมสู่มาเลเซีย
พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั้นแล้วราว 200,000 คน และยูเอ็นพอจะประสบความสำเร็จอยู่บ้างในการคุ้มครองไม่ให้พวกเขาถูกเนรเทศ
โอกาสในการทำงานที่มาเลเซียนั้นดีกว่าในบังกลาเทศ และความหวังอันน้อยนิดถึงชีวิตที่ดีขึ้น คือ สิ่งที่ผลักดันชาวโรฮิงยานับหมื่นนับแสนเสี่ยงชีวิตเดินทางรอนแรมข้ามทะเล อันดามัน
ชาวโรฮิงยาบางส่วนกลับต้องขึ้นฝั่งที่ประเทศไทยแทน มีหลายคนถูกทหารเรือตั้งด่านสกัด ทันทีที่เดินทางเข้าสู่น่านน้ำไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางสู่มาเลเซีย
เครือข่ายนายหน้าค้ามนุษย์ผุดขึ้นเพื่อตักตวงประโยชน์จากความหวังที่ จะมีชีวิตที่ดีขึ้นของชาวโรฮิงยา พวกนายหน้าคิดราคาสูงสุด 800 ดอลลาร์ (ราว 28,000 บาท) เพื่อแลกกับการเดินทางด้วยเรือซึ่งจวนจะพังและอัดแน่นด้วยผู้คน
ภาวะขาดแคลนอาหารและราคาสินค้าแพงลิบลิ่วเมื่อตลอดปีที่ผ่านมาในรัฐ ยะไข่ของพม่า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้คนจำนวนมากหลบหนีออกมา
อย่างไรก็ตาม ความอื้อฉาวต่างๆ เรื่องการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงยาของทางหารไทย ช่วยตีแผ่ชะตากรรมอันเลวร้ายของพวกเขาสู่สาธารณะ
เรื่องดังกล่าวยังทำให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านของพม่า ตระหนักชัดว่า การกดขี่ซึ่งไม่มีวันสิ้นสุดในพม่ากระทบกับชาติเหล่านี้มากกว่าประเทศอื่นๆ และชาวโรฮิงยา คือ ปัญหาระดับภูมิภาคซึ่งต้องการความร่วมมือร่วมในในการแก้ปัญหา
ไม่ว่าจะอย่างไรความเลวร้ายต่างๆ ที่พวกเขาเคยตรากตรำฝ่าฝันมาขณะรอนแรมเดินทางในทะเลอันดามัน การหลั่งไหลเสี่ยงชีวิตหนีลงเรือของชาวโรฮิงยาจะยังไม่จบสิ้น
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 3358 ครั้ง

ความเห็นล่าสุด
25 weeks 4 days ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 35 weeks ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 12 weeks ก่อน
2 years 18 weeks ก่อน