แผนการที่ 1 การล้มล้างการปกครองโดยระบอบอิสลาม

แผนการทำลายล้างอิสลามและประชาชาติมุสลิม
การล้มล้างการปกครองโดยระบอบอิสลาม

ตุรกีเป็นประเทศอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งนับว่าเป็นมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดมหาอำนาจหนึ่งของโลกเลยที่เดียวที่ประวัติศาสตร์เคยรู้จัก ชื่อผู้ปกครองประเทศนี้ขึ้นต้นด้วยคอลีฟะฮฺ (KHALIFAH) เป็นที่รู้จักกันดีที่ปกครองแหลมอาหรับ อียิปต์ ชาม อิรัค และแอฟริกาเหนือ คริสตศตวรรษที่ 16 นั้น พอที่จะเป็นสักขีพยานต่อมหาอำนาจอิสลาม ที่เข็มแข็งและเป็นเอกภาพ ซึ่งเคยเขย่าโลกตะวันตกมาแล้ว และเคยขยายอาณาเขตถึงประเทศต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบัน คือ ประเทศโรมาเนีย บัลกาเรีย กรีซ ยูโกสลาเวีย อัลบาเนียและฮังการี ในขณะเดียวกันทะเลดำและทะเลกลางก็ตกเป็นของอิสลาม ชื่อคอลีฟะฮฺราชวงศ์อุษมานียะฮฺในสมัยนั้นเป็นที่เกรงขามของโลกตะวันตก และชาวคริสเตียนตะวันตก นี่ คือเหตุผลหลักที่ผลักดันให้พวกตะวันตกร่วมจับมือกันเพื่อทำลายล้าง โค่นล้มรัฐบาลตุรกี เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้นในเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลตุรกีสิ้นอำนาจลง เราลองมาพิจารณาข้อเขียนของ อัลอุซตาซ มุหัมหมัด ฮาบีบ อะหฺหมัด ในหนังสือของท่าน

“ประเทศต่าง ๆ ในตะวันตกได้ร่วมมือกันเพื่อเผด็จศึกกับคอลีฟะฮฺอิสลาม (แห่งตุรกี - ผู้แปล) และ ชาวคริสต์ตะวันตกได้ทำข้อตกลงที่จะทวนกระแสอิสลามที่กำลังไหลแรง พวกเขาได้ทำสัญญาต่าง ๆ และได้เตรียมกองกำลังเพื่อเป้าหมายดังกล่าวนั้น และเป็นที่น่าเศร้าใจในขณะที่บรรดาผู้ปกครองแห่งราชวงศ์อุษมานียะฮฺกำลังหลง ระเริงอยู่กับความฟุ้งเฟ้อ”

สนธิสัญญาการร่วมมือก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติซึ่งประกอบด้วยประเทศออสเตรีย โปแลนด์ และเวเนซูเอล่า เป็นสนธิสัญญาที่สำคัญมากโดยมีเป้าหมายที่จะบดขยี้ตุรกี และทำลายล้างอำนาจให้สิ้นซากไป ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งกับตุรกีอย่างชัดเจนด้วยเหตุผลทางศาสนาและด้วยเหตุผล ทางการศาสนาอีกนั่นเองที่รัสเซียเข้าผสมโรงด้วยโดยได้รับการสนับสนุนจากชาติ ตะวันตก พวกเขาประสบความสำเร็จในการจู่โจมและกระหน่ำจนกระทั่งตุรกีต้องเพลี่ยงพล้ำ และต้องเสียอำนาจในที่สุด

เมื่อราชวงศ์อุษมานียะฮฺได้ล่มสลายลง ประเทศอาหรับจึงตกเป็นของตะวันตกโดยสิ้นเชิงทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยเป็น อวัยวะสำคัญของรัฐคอลีฟะฮฺราชวงศ์อุษมานียะฮฺ

ในปี 1860 ฝรั่งเศสได้รับการอนุมัติจากกลุ่มประเทศตะวันตกให้เข้ายึดครองเลบานอน ในขณะเดียวกันอังกฤษได้เข้ายึดครองอียิปต์ในปี 1882 อิตาลีเข้ายึดครองตริโปลี ในปี 1911 หลังจากนั้นต่อมา ในปี 1917 อังกฤษได้เข้ายึดครองอิรัค ต่อมาอีกไม่นานได้ยึดครองปาเลสไตน์ และในปี 1918 ฝรั่งเศสก็สามารถเข้ายึดครองซีเรียได้อีกประเทศหนึ่ง
เมื่อได้มีการประชุมสมัชชาในการทำสัญญาลูซอน (LUZON) เพื่อสันติภาพอังกฤษได้ให้เงื่อนไขแก่ตุรกีว่า อังกฤษจะไม่คืนดินแดนส่วนต่าง ๆ ของตุรกีนอกจากต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้
1. ตุรกีต้องล้มเลิกระบอบคอลีฟะฮฺ ขับไล่คอลีฟะฮฺออกนอกประเทศ และยึดทรัพย์สินทั้งหมด
2. ตุรกีจะต้องปราบปรามขบวนการต่าง ๆ ทั้งหมดที่สนับสนุนระบอบคอลีฟะฮฺ
3. ตุรกีต้องตัดสัมพันธ์ไมตรีกับโลกอิสลาม
4. ตุรกีจะต้องเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียใหม่และเลิกล้มรัฐธรรมนูญที่วางอยู่บนพื้นฐานอิสลาม

ตราบใดที่เงื่อนไขรับดังกล่าวยังไม่ได้การยอมรับโดยตุรกีแล้วพวกเขาจะโจมตีต่อไป นี่จึงเป็นแรงผลักดันให้ มุสตอฟา กามาล อะตาร์เตอร์ก ต้อง กำจัดระบอบคอลีฟะฮฺ ประเทศตะวันตกมีความคิดเห็นว่าชื่อ คอลีฟะฮฺนั้นสามารถปลุกพลังประชาชาติอิสลามให้ลุกฮือขึ้นมาได้ และก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นมาใหม่ในกลุ่มได้ ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้ตะวันตกโจมตีตุรกีอย่างไม่ลดละ พวกเขาเพิ่งยุติการโจมตีเมื่อตุรกีได้ขจัดระบอบคอลีฟะฮฺและปิดโรงเรียน สถาบันต่าง ๆ ของอิสลาม และต่อมาคำกล่าวที่ว่า ศาสนาแห่งรัฐาธิปัตย์ คือ อิสลาม ได้ถูกลบออกไปจากรัฐธรรมนูญเมื่อนั้นการโจมตีจึงยุติลง

ครั้งหนึ่งเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษได้แถลงถึงปัญหาเกี่ยวกับตุรกีในรัฐสภาอังกฤษ มี ส.ส. จำนวนมากที่คัดค้านการให้เอกราชแก่ตุรกีด้วยเกรงว่าตุรกีจะกลับมามีอำนาจ และโจมตีตะวันตกอีกครั้ง รัฐมนตรีต่างประเทศได้ตอบโต้ว่า

“เราได้ทำลายตุรกีอย่างสิ้นซากแล้ว มันจะไม่เกิดขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สองแล้วเพราะเราได้คร่าชีวิตของอิสลามและคอลีฟะฮฺแล้ว”


Chat module by BoWoB Chat for Drupal