สาเหตุของสงคราม


สาเหตุของสงคราม

มีทรรศนะต่าง ๆ หลายทรรศนะที่เราสามารถค้นหาจากประวัติศาสตร์ถึงสาเหตุของสงครามนี้ทำไมที่พวกเขา (ผู้ปฏิเสธ) จึงต้องทุ่มเทอย่างยิ่งยวดในการต่อสู้กับอิสลาม? เพราะเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลทางการทหารซึ่งพวกเขากำลังจะได้ยึดจุดยุทธศาสตร์หรือเพราะเหตุผลทางการค้า

หนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยฝ่ายอาณานิคม หรือนักบูรพาคดี หรือนักเขียนในเครือประเทศที่เป็นอาณานิคมเอง ที่ได้รับการศึกษาจากชาติตะวันตก ส่วนใหญ่มักจะเน้นในเหตุผลทางด้านการค้าเป็นเหตุผลหลัก และหนังสือเหล่านี้แหละที่ถูกนำไปบรรจุในการศึกษาประวัติศาสตร์ในโรงเรียน สถาบันการศึกษา โดยธาตุแท้แล้ว เหตุผลทางประวัติศาสตร์นั้นเป็นเหตุผลจอมปลอมทั้งสิ้น มันมีเป้าหมายเพื่อตบตาประชาชนในอาณานิคมของตนเองให้เข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้มาเพื่อเป็นศัตรู หลังจากที่มีการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วพบว่าข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับ ความเป็นจริงทุกประการ จากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นธรรม ปรากฏว่าการต่อสู้ดังกล่าว นั้นเกิดจากเหตุผลทางศาสนามิใช่เหตุผลทางการเมือง หรือเหตุผลทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด หลักฐานทางประวิติศาสตร์ชิ้นแรกที่เราหยิบยกขึ้นมาได้คือ บทเพลงปลุกใจของชาวอิตาลี ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้

โอ้มารดา...

จงขอพรเถิด อย่าได้ร้องไห้เลย

แต่จงหัวเราะและจงมองเถิด

แม่ไม่รู้หรือว่าอิตาลี ได้เรียกร้องฉัน

ฉันจะไปตริโปลี

ด้วยความสนุกสนานเบิกบานใจ

มาตรแม้นว่าฉันจะได้ถวายเลือดของฉัน เพื่อทำลายล้างอิสลาม

ประชาชาติที่ถูกสาปแช่ง

และเพื่อต่อสู้กับศาสนาอิสลาม

ฉันจะต่อสู้อย่างสุดกำลัง เพื่อลบล้างอัลกุรอ่าน

หากมีคนถามแม่ว่า ทำไมไม่เสียใจในการจากไปของฉัน

ก็จงตอบเขาไปเถิดว่า เขาจากไปเพื่อต่อสู้กับอิสลาม

โอ้...มารดาเสียงกลองดังขึ้นแล้ว...

มารดาไม่ได้กลิ่นคาวของสงครามดอกหรือ?

โอ้มารดา...

ให้ฉันได้โอบกอดมารดาเถิดและให้ฉันได้ไปเดี๋ยวนี้เถิด...

นี่คือบทเพลงด้วยเสียงกังวาน เพื่อปลุกกำลังใจกองทัพที่เตรียมพร้อมเพื่อสู่สมรภูมิครูเสด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่ยืนยันถึงการต่อสู้ระหว่างตะวันตกกับอิสลาม คือคำปราศรัยของผู้นำของเขาเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา คือ ยูเจน รุสโต เขาได้ยืนยันในการปราศรัยของเขาว่า

”เราจะต้องมีความสำนึกอยู่เสมอว่า ความขัดแย้งระหว่างเรากับโลกอาหรับไม่ใช่เป็นความขัดแย้งระหว่างคนกับประเทศเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับคริสต์ ความขัดแย้งอันนี้เกิดมาช้านานแล้ว ตั้งแต่สมัยกลางจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพียงวิธีการเท่านั้นที่แตกต่างกัน...”

“เป้าหมายของการล่าอาณานิคมในตะวันออกนั้นก็เพื่อทำลายล้างอิสลามและเพื่อก่อตั้งประเทศอิสราเอล เป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีวิธีการอื่น ๆ อีกแล้วนอกจากการทำสงครามครูเสดให้ดำเนินต่อไป...”

อดีตรัฐมนตรีบริติชที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง คือ มร.แกลดสโตน เคยพูดว่า “การทำลายอิสลามเป็นงานที่ต้องกระทำ”

บรรณาธิการนิตยสาร อัลอะอฺลามุลอิสลามีย์ ได้เขียนว่า “โลกคริสเตียน แม้พวกเขาจะมีพื้นฐานและชาติพันธ์ที่แตกต่างกัน แต่พวกเขา คือศัตรูตัวยงที่คอยขัดขวางและทำสงครามกับโลกตะวันออกโดยเฉพาะอิสลาม ประเทศยิวทุกประเทศได้มีข้อตกลงร่วมกันในการที่จะโค่นล้มอิสลาม ในทุกวิถีทางที่พวกเขากระทำได้”

พวกเขาเหล่านั้นมองอิสลามในแง่ความเป็นศัตรูตลอดเวลา จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา อคติต่ออิสลาม พวกเขาได้ตกลงกันเป็นปากเสียงเดียวกันที่จะทำลายล้างอิสลามและประชาชาติ มุสลิม ซึ่งตรงกับที่อัลลอฮฺได้กล่าวว่า

{ وَلَن تَرْضَى عَنكَ الْيَهُودُ وَلاَ النَّصَارَى حَتَّى تَتَّبِعَ مِلَّتَهُمْ قُلْ إِنَّ هُدَى اللّهِ هُوَ الْهُدَى وَلَئِنِ اتَّبَعْتَ أَهْوَاءهُم بَعْدَ الَّذِي جَاءكَ مِنَ الْعِلْمِ مَا لَكَ مِنَ اللّهِ مِن وَلِيٍّ وَلاَ نَصِيرٍ }

"จะไม่ยินดีแก่เจ้า (มุฮัมมัด) เป็นอันขาด จนกว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จง กล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮฺเท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้" (อัลบาเกาะเราะฮฺ : 120)

การสมาคมและการช่วยเหลือร่วมมือกันทำงานของพวกเขามีความกระชับแน่นแฟ้นมาก เราสามารถเห็นตัวอย่างจากสถานการของประเทศฮอลแลนด์ยึดครองประเทศอินโดนีเซีย มันสมเหตุสมผลหรือไม่ที่ประเทศยากจนอย่างฮอลแลนด์ซึ่งอยู่คนละทวีป แต่สามารถปกครองคนหนึ่งร้อยล้านคนที่กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่เกาะนับร้อยนับพัน? และฮอลแลนด์สามารถกระทำได้โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือทางกำลังอากาศจากอังกฤษ และความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทธโธปกรณ์จากสหรัฐอเมริกาได้หรือ? และ เราสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อฮอลแลนด์อ่อนแอไม่สามารถเอาชนะจิตใจประชาชนได้เพราะการต่อต้านและการลุกฮือของประชาชนเจ้าของประเทศ อังกฤษจึงต้องยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือทันที เช่น เดียวกันเมื่ออิสราเอลไม่สามารถเผชิญหน้ากับโลกอาหรับ สามอภิมหาอำนาจใหญ่ในสมัยนั้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ยื่นมือให้ความช่วยเหลือทันที รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนหนึ่ง ชื่อ มาเซีย บิโด ได้ให้คำยืนยันต่อการทำศึกที่โมร็อกโค ว่า “นั่นคือสงครามระหว่างไม้กางเขนกับพระจันทร์เสี้ยว”

ในขณะเดียวกัน คริสเตียน ยิว คอมมิวนิสต์ ต่างก็ร่วมกันกินโต๊ะอิสลาม คอลัมน์หนึ่งในหนังสือพิมพ์ของคอมมิวนิสต์ ชื่อ กิซิล ออรบากิสตาน (KIZIL ORBAKISTAN) ฉบับที่ 22 ปี 1952 ได้เขียนว่า

“เป็นไปไม่ได้ที่คำสอนของคอมมิวนิสต์ยืนหยัดอยู่ได้ จนกว่าอิสลามจะถูกทำลายถึงรากเหง้าของมัน”

มิชชั่นนารีคริสเตียนคนหนึ่งกล่าวว่า “พลังที่แฝงอยู่ในตัวของอิสลามนั้นมันเป็นอุปสรรคที่หนาเตอะต่อการขยายตัวของคริสเตียน”


Chat module by BoWoB Chat for Drupal