ยกฟ้องคดีแยกดินแดน (อีกแล้ว) พลิกแฟ้มคดีดังความมั่นคงถูกศาลปฏิเสธ
ศาลยกฟ้อง "ซาการิม" จำเลยคดีกบฏแบ่งแยกดินแดนขบวนการ "พูโล" เหตุพยานหลักฐานโจทก์มีข้อน่าสงสัยหลายประการ เผยเป็นคดีที่ 2 ในรอบเดือนที่ศาลยกฟ้องจำเลยที่ถูกกล่าวหาเป็นขบวนการแยกแผ่นดิน ย้อนดูคดีดังด้านความมั่นคงในรอบหลายปี ส่วนใหญ่ถูกศาลปฏิเสธเพราะไม่เชื่อในพยานหลักฐาน
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2551 ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.4748/2549 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกอเซ็ง หรืออูเซ็ง หรือมะนาเซ หรือชาการิม หรือซาการิม เจะเลาะ หรือเจ๊ะเลาะ หรือเจ๊ะเล๊าะ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร สะสมกำลังพลและอาวุธ สมคบกันเพื่อเป็นกบฏ และสมคบกันเป็นซ่องโจร เพื่อกระทำความผิด
โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า เมื่อปี พ.ศ.2511 มีกลุ่ม “องค์การปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” หรือ "พูโล" มีเป้าหมายแบ่งแยกดินแดนห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และบางส่วนของ จ.สงขลา เป็นรัฐอิสระไม่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทย มีการสะสมกำลังพลและอาวุธ ยุยงและปลุกระดมราษฎรไทยมุสลิมให้เกลียดชังชาวไทยพุทธ เกลียดชังข้าราชการ และรัฐบาล ชักจูงประชาชนให้หลงเชื่อ ลอบซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ ลอบวางระเบิดรถไฟ เผาสะพาน เผาโรงเรียน และจับคนเรียกค่าไถ่
นอกจากนี้ เมื่อระหว่างปี พ.ศ.2511 - 10 ก.พ.2541 จำเลยกับพวกได้ร่วมกับ นายหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ และบุคคลอื่น ร่วมกันกระทำการเป็นกบฏสะสมกำลังพลและอาวุธ ใช้อาวุธปืนยิง นายสัมฤทธิ์ สุขหนูแดง ข้าราชการครู ถึงแก่ความตาย และปฏิบัติการก่อการร้ายหลายครั้งในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธ
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า แม้พยานโจทก์จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวเบิกความเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำ ผิดของพวกพูโล แต่น่าสงสัยว่าคนร้ายจะเป็นคนเดียวกันกับจำเลยหรือไม่ เพราะสายลับบอกว่าชายชื่อ "ซาการิม" มีจำนวนมากซ้ำๆ กัน การที่ตำรวจมีหมายจับและสายลับอีกคนพาไปจับกุมจำเลยที่ด่าน อ.สะเดา จ.สงขลา และสายลับได้รับรางวัล 1 ล้านบาท แต่หมายจับดังกล่าวมีแต่ชื่อ-นามสกุล ไม่มีตำหนิรูปพรรณอื่นๆ แต่สายลับกลับทราบว่า จำเลยนิ้วชี้ด้วน มีบาดแผลเป็นหลายแห่ง ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับบุคคลตามหมายจับหรือไม่ ทั้งพยานที่เป็นอดีตพูโลก็เบิกความยืนยันว่า ไม่เคยพบเห็นจำเลยมาก่อน
ประกอบกับบันทึกของคณะทำงานปฏิบัติการพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับพฤติการณ์ก่อ การร้ายของจำเลยก็มีความน่าสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดและช่วงเวลาเกิดเหตุกับ เวลาที่ไปจับกุมจำเลย และการจับกุมทำบันทึกดังกล่าวก็ไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา เพราะไม่ได้แจ้งสิทธิผู้ต้องหา จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีข้อสงสัยหลายประการ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เพิ่งยกฟ้องจำเลยถูกหาเป็น"เบอร์ซาตู"
เป็น ที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมานี้เอง ศาลอุทธรณ์ก็เพิ่งมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีกบฏแบ่งแยกดินแดนอีกคดีหนึ่ง โดยจำเลยคือ นายยา อะแด อายุ 61 ปี ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกกระทำการเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และสมคบกันเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดน ก่อตั้งขบวนการ "เบอร์ซาตู" ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยศาลให้เหตุผลในคำพิพากษาคล้ายคลึงกันว่า โจทก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียว และมีน้ำหนักเบา อีกทั้งคำให้การของพยานโจทก์ปากอื่นๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และจำเลยยืนยันมาตลอดว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับ สารภาพ ซึ่งจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนเบอร์ซาตูเลย พยานโจทก์มีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ ไม่มีน้ำหนักรับฟังเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง
ย้อนดูคดีดัง"นัจมุดดิน"พ้นมลทินปล้นปืน
ส่วน คดีดังที่เคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวอื่นๆ ศาลก็ยกฟ้องเป็นส่วนใหญ่ เช่น เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2548 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และ 2 นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย และนายอารีฟ หรือ ฮาริฟ โซ๊ะโก ในความผิดฐานเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่สมคบกันเป็นซ่องโจร ระวางโทษประหารชีวิตและความผิดอื่นรวม 12 ข้อหา
คดีนี้พัวพันกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน โดยคำฟ้องระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างปี 2540 ถึง 4 ม.ค.2547 จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมา ร่วมกันเป็นสมาชิกขบวนการก่อการร้ายเบอร์ซาตู มีจุดมุ่งหมายแบ่งแยกดินแดนตั้งเป็นรัฐอิสระ เรียกว่า “รัฐปัตตานี" หรือ "รัฐปัตตานีดารุสลาม” โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าอั้งยี่ ใช้และสมคบกันวางแผนปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า กลุ่มวาดะห์ (เอกภาพ) เป็น ส.ส.ไทยมุสลิม ที่ร่วมตัวกันทำงานการเมือง ไม่เคยจัดประชุมวางแผนแบ่งแยกดินแดน ซึ่งขณะเกิดเหตุกำลังร่วมประชุมนโยบายพรรคไทยรักไทย ส่วนจำเลยที่ 2 ปฏิเสธว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ที่ประเทศมาเลเซียเพื่อติดต่อนำเสื้อผ้ามาขาย ไม่เคยร่วมประชุมและเป็นสมาชิกเบอร์ซาตูแต่อย่างใด
ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547 เวลา 01.30 น. ได้มีกลุ่มคนร้ายร่วมกันปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 รวม 24 รายการ และทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายได้ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในที่เกิดเหตุและใกล้ เคียง ตัดต้นไม้ วางระเบิดสถานที่ราชการ เผาโรงเรียน 19 แห่ง วางตะปูเรือใบ
ต่อมาเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2548 ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้าน นายมะสุกรี เซ็ง พบปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นปืนชนิดเดียวกับที่ถูกปล้น คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-2 ทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์มีประจักษ์พยาน 6 ปากนำสืบ คือ นายอนุพงศ์ พันธชยางกูร อดีตกำนัน ต.โต๊ะเด็ง จ.นราธิวาส นายมะยูโซ๊ะ หะยีมามะ ผู้ใหญ่บ้านโต๊ะเด็ง น.ส.สามีฮะ บือราเฮง แม่บ้านซึ่งนายอนุพงศ์เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นคนเสิร์ฟน้ำในการประชุม ของกลุ่ม นายมุสตาฟา หะยี ครูสอนศาสนา นายมามะ ยารอบี และนายอาซีซาน สุเด็ง
แต่ในการเบิกความ ทั้งหกได้กลับคำให้การ และรับว่าที่ลงชื่อรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าเคยร่วมประชุมวางแผนครั้งแรกที่ บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อต้นเดือน พ.ย.2546 ครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา จ.นราธิวาส และครั้งที่ 3 ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โต๊ะเด็ง ซึ่งจำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายอนุพงศ์ และจำเลยที่ 2 กับพวก ร่วมกันวางแผนปล้นปืนในวันที่ 4 ม.ค.2547 นั้น เป็นเพราะถูกเจ้าหน้าที่บังคับ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานทั้งหมดได้ให้การทั้งในฐานะผู้ต้องหาร่วมในคดีปล้นปืน-เผาโรงเรียนและใน ฐานะพยาน แม้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนจะรับสารภาพ แต่ไม่อาจนำมาพิจารณาได้ เพราะถือเป็นคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันเอง และเห็นว่าคำให้การของพยานโจทก์มีข้อพิรุธน่าเคลือบแคลงสงสัย ขณะที่ในชั้นนำสืบ โจทก์ไม่มีพยานวัตถุ เอกสาร รอยนิ้วมือแฝง คราบเลือด และผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้เพียงพอ พิพากษายกฟ้อง
"หมอแว"หลุดข้อหาร่วมขบวนเจไอ
1 มิ.ย.2548 ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ อดีตแพทย์ประจำโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และพวก 3 คน คือ นายมัยสุรุ หะยีอับดุลเลาะ นายมุญาฮิด หะยีอับดุลเลาะ และนายสมาน แวกะจิ โดยกล่าวหาว่าเป็นสมาชิก และวางแผนร่วมกับ นายอาราฟิน บินอาลี หรือ บังริดวน สมาชิกกลุ่มเจมา อิสลามิยาห์ (เจไอ) ชาวสิงคโปร์ เตรียมก่อวินาศกรรมวางระเบิดสถานทูต 5 แห่งในกรุงเทพฯ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน้อย เป็นคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันเอง จึงพิพากษายกฟ้อง และอัยการตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์
คดีนี้มีประเด็นฉาวโฉ่คือ มีการเปิดโปงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้การซ้อมทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้จำเลยยอมรับสารภาพ!
หลังศาลพิพากษายกฟ้อง น.พ.แวมาฮาดี หันเหชีวิตเข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ จ.นราธิวาส และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงติดอันดับประเทศ ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปหลังการรัฐประหาร น.พ.แวมาฮาดี สวมเสื้อพรรคเพื่อแผ่นดินลงสมัคร ส.ส. และพาผู้สมัครของพรรคทั้งในระบบแบ่งเขตและระบบสัดส่วนฝ่ากระแสประชาธิปัตย์ เข้าสภาได้หลายคน
"หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ" รอลุ้นฎีกา
สำหรับ คดีเกี่ยวกับความผิดฐานแบ่งแยกดินแดนที่เคยเป็นข่าวครึกโครม มีคดีเดียวที่ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด คือคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต นายหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ อายุ 48 ปี อดีตหัวหน้าขบวนการพูโล จำเลยที่ 1, นายหะยี บือโอ หรือ บาบอแม อายุ 68 ปี ประธานขบวนการพูโล จำเลยที่ 2 และนายหะยี สะมะแอ ท่าน้ำ อายุ 54 ปี หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธขบวนการพูโล จำเลยที่ 4 ขณะที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง นายอับดุลเราะห์มาน บิน อับดุลกาเดร์ อายุ 57 ปี สมาชิกขบวนการพูโล จำเลยที่ 3 เป็นประหารชีวิต แต่คำให้การจำเลยที่ 3 มีประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุก 50 ปี ส่วนนายยามี มะเซะ อายุ 55 ปี สมาชิกขบวนการพูโล จำเลยที่ 5 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ซึ่งอัยการไม่ได้ยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด
ปัจจุบันคดีของ นายหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ และพวก อยู่ระหว่างฎีกา...
ความเคลื่อนไหวของคดีความมั่นคงทั้งหมดนี้ คงพออนุมานได้ว่ากระบวนการยุติธรรมลำดับต้นของไทย คือตำรวจนั้น มีปัญหาในตัวเองมากเพียงใด และเหตุใดจึงกล่าวกันว่า ความอยุติธรรมคือต้นตอของไฟใต้ที่คุโชนอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมปลายน้ำอย่างศาลจะยังเป็นที่พึ่งหวังในเรื่องความ เป็นธรรมได้ก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจาก โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 1316 ครั้ง

ความเห็นล่าสุด
25 weeks 4 days ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 35 weeks ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 3 days ก่อน
2 years 12 weeks ก่อน
2 years 18 weeks ก่อน