คดีคนหาย "มะยาเต็ง มะรานอ" บทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมลดเงื่อนไขขัดแย้งชายแดนใต้

    อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนฉ่าในเมืองหลวงกำลังบีบให้ผู้คนต้องจับจ้องไปที่ความขัดแย้งทางการเมืองจนทำให้พื้นที่รับข่าวสารอย่างอื่นเหลือน้อยยิ่งกว่าน้อย โลกของคนไทยกำลังหดแคบลงเหลือเพียงเรื่องเฉพาะหน้าคือ ศึกอันยืดเยื้อที่มีเค้าอาจจะแตกหักในเวลาอันใกล้ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
    ข่าวสารการเคลื่อนไหวด้านอื่นจึงหดวูบเหลือเพียงเงาให้สัมผัสกันได้แค่ห่างๆ ข่าวที่ว่านี้รวมไปถึงปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปัญหาไม่ได้หายไปไหนด้วย

    และในท่ามกลางข่าวการฆ่ากันอันแทบจะเป็นข่าวประเภทเดียวที่ยังหลงเหลือให้ติดตามได้สำหรับสถานการณ์สามจังหวัดนั้น สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ สมรภูมิการต่อสู้ที่ขยับขยายเข้าไปอยู่ในขอบเขตของศาล อันเป็นพัฒนาการที่เราไม่ค่อยจะได้รับรู้กันมากนัก
    การอาศัยกระบวนการยุติธรรมช่วยตัดสินปัญหาภาคใต้ จนถึงปัจจุบันดูเหมือนว่าจะยังมีข้อจำกัดไม่น้อย จะเห็นได้จากการที่การฟ้องร้องหลายคดียุติไปโดยที่ไม่ได้ผลอันใดขึ้นมานอกจากการออกข่าวครึกโครมในตอนต้นเมื่อมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ได้ทำให้ชื่อของคนจำนวนหนึ่งกลายเป็นสีดำหรือไม่ก็กลายเป็นที่รู้จักของสังคมไปโดยปริยาย  เช่นกรณี นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ที่กลายสภาพจากการเป็นอดีตจำเลยคดีเจไอไปเป็นผู้แทนราษฎร
    ในขณะที่หลายคดีเจอทางตันไม่สามารถหาตัวผู้ทำผิดได้จริงจัง อย่างกรณีการหายตัวไปของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร
    การเป็นความกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นกรณีที่นักกฎหมายหลายคนที่ทำงานเรื่องภาคใต้เวียนหัวว่า จะหาทางให้มีการส่งมอบความยุติธรรมกันได้อย่างไรในเมื่อผู้ถูกล่วงละเมิดมักหวาดกลัวไม่กล้าต่อสู้ อาการที่เกิดขึ้นในระยะหลังส่อเค้าความอึดอัดในกลุ่มนักรณรงค์ด้านกฎหมายเพราะหลายกรณีที่เห็นชัดว่าชาวบ้านถูกกระทำกลับผ่านเลยไปเนื่องจากในที่สุดมีการเกี้ยเซียะยอมความกันไป จนไม่ปรากฏว่าจะมีคดีใดที่จะมาเป็นแบบอย่างให้เห็นกันได้ชัดๆ เพื่อเป็นการปรามเจ้าหน้าที่ให้ระวังในเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขต
    คดีภาคใต้ที่มีมากมายเกินร้อยนั้น ส่วนใหญ่จึงเป็นคดีเจ้าหน้าที่ส่งฟ้อง เว้นแต่คดีหนึ่งที่น่าจับตา ซึ่งเดิมศาลนัดฟังคำสั่งในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา คือคดีที่เกี่ยวกับการหายตัวไปของนาย มะยาเต็ง มะรานอ ราษฎรอำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นคดีที่เพิ่งจะไต่สวนผู้เกี่ยวข้องเสร็จไปเมื่อไม่นาน
    อาจจะไม่ผิดนักที่จะบอกว่าคดีนี้กำลังสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่อีกด้านก็เป็นที่คาดหวังของกลุ่มนักกฎหมายที่ทำงานเรื่องสามจังหวัดภาคใต้ว่าน่าจะได้สร้างบรรทัดฐานอะไรบางอย่างให้กับการติดตามกรณีคนหายในพื้นที่ได้
    อีกอย่างคดีนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมการต่อสู้ใหม่ของชาวบ้าน เพราะส่งสัญญาณว่าได้มีการ “ทะลวง” ปราการด่านสำคัญคือความไม่กล้าเป็นความกับเจ้าหน้าที่มาได้
    ในคดีที่ว่านี้ ภรรยาของนายมะยาเต็งได้ไปร้องต่อศาลยะลาว่า เจ้าหน้าที่ทหารได้มานำตัวสามีไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2550 และจากบัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ ครอบครัวนายมะยาเต็งบอกว่าไม่ได้พบเห็นนายมะยาเต็งอีกเลย ซึ่งรวมเวลาแล้วก็ต้องถือว่าเกินปีครึ่ง สิ่งที่เป็นที่ถกเถียงหรือไต่สวนกันในชั้นศาลก็คือ เจ้าหน้าที่ที่มานำตัวนายมะยาเต็งไปนั้น จะต้องรับผิดชอบแค่ไหนกับการหายตัวไปของเขา
    เจ้าหน้าที่ทหารได้ให้ปากคำในชั้นศาลว่า การนำตัวนายมะยาเต็งไปสอบปากคำนั้น กระทำในช่วงเวลาที่กำลังมีการปิดล้อมและตรวจค้นพื้นที่ใกล้เคียงตามแผน “พิชิตบันนังสตา” ของกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ พตท. มีการนำกำลังทหารพรานจำนวนไม่ต่ำกว่า 50 นายไปปิดล้อมบ้านเป้าหมาย ค้นบ้านเพื่อตรวจหาหลักฐาน ก่อนจะนำตัวบุคคลต้องสงสัยไปสอบปากคำ
    แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าในกรณีการไปนำตัวนายมะยาเต็งไปสอบนั้น แม้จะเกิดในห้วงเวลาดังกล่าว แต่ไม่ได้ถือว่าเป็นการจับกุม เพราะนายมะยาเต็งไม่ได้เป็นผู้ต้องสงสัย แต่เป็นการนำตัวไปเพื่อไปหาข้อมูล แต่ที่ต้องไปปิดล้อมและค้นบ้านรวมทั้งยึดของกลางที่บ้านนายมะยาเต็งเป็นแต่เพียงการ “จัดฉาก” เพื่อจะเล่นละครตบตาชาวบ้าน เนื่องจากนายมะยาเต็งนั้นเป็นสายข่าวของเจ้าหน้าที่ และเกรงกันว่าการจะพาตัวไปเฉยๆ อาจจะทำให้เพื่อนบ้านหรือสมาชิกฝ่ายก่อการที่อยู่ใกล้เคียงล่วงรู้ และจะนำภัยมาสู่ตัวนายมะยาเต็ง การจัดฉากหลอกชาวบ้านจึงทำขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสายข่าวรายนี้
    ด้านภรรยานายมะยาเต็งระบุว่า หลังสามีถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวจากไป พร้อมกับมีการยึดทรัพย์ไป 2-3 อย่าง เธอได้ไปตามหาสามีตามสถานที่ราชการต่างๆ ที่เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นที่กักตัวนายมะยาเต็ง แต่ไม่พบ การตามหาตัวจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งล้วนคว้าน้ำเหลว และในที่สุดเจ้าหน้าที่รายหนึ่งแจ้งว่าได้ปล่อยตัวไปเรียบร้อยแล้ว
    เจ้าหน้าที่รายนี้เล่าว่า หลังจากที่นายมะยาเต็งได้พูดคุยให้ข้อมูลแก่นายทหารในพื้นที่จนถึงช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันกับที่ถูกจับ ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารพรานที่มาเชิญตัวนายมะยาเต็งไปพบนั้นเห็นว่าหมดธุระแล้ว จึงปล่อยให้กลับบ้าน โดยให้ขับรถออกไปตามลำพัง เจ้าหน้าที่ยังระบุด้วยว่า ในช่วงระหว่างที่เชิญตัวไปพบเจ้าหน้าที่ทหารที่ค่ายนั้น ตอนต้นผู้บังคับบัญชาของหน่วยไม่อยู่ ก็ยังมีการปล่อยให้นายมะยาเต็งออกไปทำธุระข้างนอกก่อนจะกลับเข้าไปยังที่ตั้งของทหารด้วยตัวเองอีกต่างหาก
    อย่างไรก็ตาม ทนายในคดีนี้มีคำถามสำคัญว่า หากเป็นสายข่าวจริง เหตุใดนายมะยาเต็งจึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าให้ดีกว่าที่เห็น และจากการสอบปากคำยังพบว่าไม่เคยมีการพบปะกันระหว่างสายข่าวรายนี้กับเจ้าหน้าที่มาก่อน หรือว่าอันที่จริงแล้วนายมะยาเต็งจะเป็นผู้ต้องสงสัย และหาใช่สายข่าวดังที่กล่าวอ้างไม่ จึงทำให้มีการล้อมจับแทนที่จะเป็นการเชิญตัว พูดง่ายๆ ว่าฉากที่จัดนั้นเป็น “ของจริง” ไม่ใช่หลอก
    ที่น่าสนใจก็คือว่า ซูมาอีเด๊าะ ภรรยานายมะยาเต็ง ระบุในคำให้การว่า ในการไปจับกุมสามีของเธอนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ทั้งไม่มีหมายจับไปแสดงแต่อย่างใด ที่สำคัญหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าได้มีการปล่อยตัวก็ดูจะยังคลุมเครือ เช่นเดียวกับการเชิญไปให้ข้อมูลก็ไม่มีการลงบันทึกใดๆ เจ้าหน้าที่อ้างว่าที่ไม่ลงบันทึกเพราะไม่ได้ถือว่าเป็นการจับกุม
    ส่วนในเรื่องของการจับโดยไม่มีหมายนั้น ในทางกฎหมายเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจตามกฎอัยการศึกที่จะเชิญตัวบุคคลไปให้ปากคำได้โดยไม่จำเป็นจะต้องมีหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพียงแต่ผู้บังคับบัญชาอนุญาตมาก็ทำได้แล้ว แต่ข้ออ้างเรื่องการจัดฉากทำให้ไม่บันทึกการจับกุม เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าทำได้หรือไม่ เพราะตามระเบียบและคำสั่งต่างๆนั้น ไม่ว่าจะเชิญตัวใคร สถานะใด ก็ควรจะต้องมีบันทึก เช่นเดียวกับในการปล่อยตัว
    คำร้องของภรรยาของนายมะยาเต็ง จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมาก กล่าวคือระบุว่า ในเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีกิจธุระอะไรกับมะยาเต็งแล้ว และในเมื่อการมาเอาตัวไปหนนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นการจับกุมหรือว่าเชิญตัวไปสอบปากคำอันใดและไม่มีข้อกล่าวหา ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ศาลสั่งให้ทางการปล่อยตัวมะยาเต็ง
    ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าปล่อยแล้ว อีกฝ่ายบอกว่ายังไม่เห็นคน ขณะที่หลักฐานการปล่อยตัวยังต้องพิสูจน์  คำถามสำคัญก็คือว่า หากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการปล่อยตัว จะถือว่าเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ยังคงควบคุมตัวบุคคลคนนั้นอยู่ได้หรือไม่
    การทำงานที่ยากลำบากของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดหมายถึงว่า การจะหาหลักฐานสนับสนุนข้อสงสัยเรื่องบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงนั้นทำได้ยาก ยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันเหตุร้ายปัจจุบันจึงมักใช้วิธี “สยบ” การเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม เล่นสงครามจิตวิทยาด้วยการล้อมจับ แสดงกำลังที่เหนือกว่าหรือเอาตัวคนที่ต้องสงสัยออกจากพื้นที่ ไม่ว่าจะใช้วิธีเชิญเอาไปเก็บตัวไว้ระยะหนึ่ง หรือส่งเข้าค่ายอบรมก็ตาม เท่ากับเป็นการมัดมือมัดเท้าไม่ให้พวกเขาทำอะไรได้สะดวก
    ความยากลำบากของการทำงานแบบนี้อยู่ที่ว่า การดำเนินการต้องโปร่งใส ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นการใช้อำนาจรัฐข่มเหงชาวบ้าน ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนไปกันใหญ่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ข่าวลือได้รับความเชื่อถือยิ่งกว่าข่าวจริง อำนาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายความมั่นคงก็ดี กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ก็ดี อาจทำให้คล่องตัวในการทำงานก็จริง แต่อีกด้านก็นับเป็นดาบสองคมหากคนใช้อำนาจไม่ระวัง
    สิ่งสำคัญก็คือ คนคนหนึ่งไม่ควรจะมาหายสาบสูญไปโดยไม่มีการสอบสวน ที่ผ่านมาเมืองไทยมีกรณีคนหายมาจำนวนหนึ่งแล้ว รวมทั้งคดีดังที่ยังคลี่คลายไม่ได้ กรณีคนหายแบบนี้ทำให้คนติดใจกันไปทั้งพื้นที่ เกิดอะไรขึ้นกับ นายมะยาเต็ง มะรานอ คนในสามจังหวัดส่วนใหญ่ฟังแล้วคงสงสัยไปในทิศทางใกล้เคียงกันชนิดไม่ต้องมาแจกแจงรายละเอียดก็รู้ว่าพวกเขาคิดยังไง เรื่องจะกลายเป็นตลกฝืดหากเจอคำสั่งศาลให้ปล่อยตัว!
    แต่ถ้ายังมองโลกในแง่ดีคือ เชื่อว่าได้มีการปล่อยตัวไปแล้วจริง ก็เท่ากับเจ้าหน้าที่ติดกับตัวเองที่ไม่ดูแลผู้ที่ตนปล่อยตัวให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้ นั่นคือส่งมอบตัวให้กับผู้นำชุมชน
    ไม่ว่าจะมองมุมไหน คดีนี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ค่อนข้างแรงสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะสรุปบทเรียนว่า การมีกระบวนการขั้นตอนในการทำงานที่เปิดเผย ตรงไปตรงมาและให้ความเคารพผู้อื่นแม้ว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาโดยภาพรวม เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านเอาเรื่องฟ้องร้องขึ้นศาลกันหลายๆ ราย คงจะต้องมีเจ้าหน้าที่ไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันจ้าละหวั่น
    แต่กระนั้นทางการก็ควรจะดีใจ เพราะการที่ชาวบ้านออกมาขอพึ่งอำนาจศาลก็แสดงว่าพวกเขายังเห็นว่าสามารถจะพึ่งพาความยุติธรรมในระบบได้อยู่ และทางที่ดีควรจะหาหนทางช่วยเหลือชาวบ้านให้ใช้วิธีการในระบบ และให้ระบบนั้นเป็นที่พึ่งพาของพวกเขาได้ ไม่เช่นนั้นจำนวนคนที่ใช้วิธีการศาลเตี้ยก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
    ในสภาวะที่การเมืองวิกฤติ เศรษฐกิจปั่นป่วน การลดปัจจัยความขัดแย้งลงได้แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะยังดีกว่าไปพอกพูนให้มันเพิ่มขึ้น...มิใช่หรือ

ขอขอบคุณ คุณนวลน้อย ธรรมเสถียร และสถาบันอิศรา


Chat module by BoWoB Chat for Drupal