เอสตานิสเลา โซเรีย จากบาทหลวงสู่ทางนำแห่งอิสลาม

เอสตานิสเลา โซเรีย จากบาทหลวงสู่ทางนำแห่งอิสลาม

       เขาเคยถูกรู้จักกันดีในชื่อ "คุณพ่อสแตน" (Father Stan) ของชุมชนชาวคริสต์ในเขตใจกลางกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เดี๋ยวนี้เขากลับใช้ชื่อ "มุฮัมมัด" ตามชื่อของศาสนฑูตผู้ยิ่งใหญ่ของอิสลาม

       เมื่อ ปี 2002 เอสตานิสเลา โซเรีย บาทหลวงในเขตปกครองของอาร์คบิชอปแห่งมะนิลา ประกาศเปลี่ยนศรัทธาจากคริสต์ศาสนามาเป็นอิสลาม เขาเปลี่ยนชื่อเป็น มุฮัมมัด โซเรีย ท่ามกลางความตกตะลึงของสมาชิกในตระกูลคาทอลิกที่เคร่งครัดของเขา

       "ครอบครัวผมเสียใจมาก ไม่มีใครยอมพูดกับผม มีเพียงภรรยาของญาติผมคนนึงเท่านั้นที่เข้าใจ" โซเรียกล่าว ในขณะที่เพื่อนนักบวชและเพื่อนฝูงอื่นๆ ขุ่นเคืองต่อการตัดสินใจของเขาอย่างมาก

       โซเรียบอกว่าเขาตัดสินใจแล้ว และจะไม่หันหลังกลับ ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งเขาจากการถอดเสื้อคลุมนักบวชคริสต์ออกแล้วหันมารับอิสลามได้

เรื่องนี้เริ่มต้นอย่างท้าทายทีเดียว...

       การเปลี่ยนศรัทธาของเขาเริ่มต้นมาจากคำพูดของอดีตผู้นำมุสลิมมินดาเนา นูรมิซซัวรี ที่ประกาศว่า ทุกคนในเกาะมินดาเนาเป็นชาวโมโร (Moro มาจากคำว่า Moor มัวร์ เนื่องจากมุสลิมมัวร์จากอาฟริกาเหนือเคยยึดและปกครองประเทศสเปนช่วงค.ศ.711-1492 เรียกว่าอาณาจักร "อันดาลูเซีย" และเมื่อโลกมุสลิมเสื่อมถอย ยุโรปเจริญขึ้นแทนที่ ต่อมาออกล่าอาณานิคมไปทั่วโลก สเปนมายึดเกาะฟิลิปปินส์ก็เจอว่า ที่เกาะตอนใต้ของฟิลิปปินส์มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ ชาวสเปนเลยเรียกชาวมุสลิมในฟิลิปปินส์ว่า โมโร แผลงมาจากคำว่า มัวร์ มุสลิมที่พวกเขาคุ้นเคยมากว่าพันปี)

       โซเรียแย้งผู้นำโมโรว่า ที่มินดาเนายังมีคนอีกตั้งหลายเผ่าพันธุ์เช่น มาโนโบ และ ซามา ช่วงนั้นโซเรียสอนศาสนศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila กรุงมะนิลา

       จากนั้นเขาเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์มินดาเนาเพื่อยืนยันข้อโต้แย้งของเขาและเป็น หลักฐานทางสังคมวิทยา แต่สิ่งที่เขาค้นพบมิใช่เพียงแค่รู้เรื่องประวัติศาสตร์และสังคมวิทยาเท่า นั้น โซเรียได้ค้นพบอย่างอื่นด้วย

       "ผมพบว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อชาวมุสลิมนั้นไม่จริงเลย พวกเขาโดนกดขี่จากพวกล่าอาณานิคม"

       "ผมคิดว่าพวกมุสลิมน่ะโง่และก็ไม่ค่อยได้รับรู้ข่าวสาร ผมเลยมีความคิดอยากเปลี่ยนคนพวกนี้ให้เป็นคริสเตียน" โซโรกล่าว

       แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้ามกับความตั้งใจของเขา

กอสเปลที่ต่างกัน

       โซเรียเริ่มต้นศึกษาอิสลามด้วย "คือผมคล่องภาษาละติน กรีก และฮีบรูมาก่อนแล้ว ผมว่าเรียนภาษาอารบิกน่ะง่ายนิดเดียว (รากภาษาคล้ายกัน) ผมต้องการแปลงานเขียนภาษาอารบิกเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งแปลงานเขียนของตะวันตกอย่าง เอ็กซิสแองเจลิสม์ไปเป็นภาษาอารบิก แต่ผมก็พบว่ายากพอสมควร" เขาเชื่อว่าการแปลงานเขียนของตะวันตกเป็นภาษาอารบิกจะทำให้ชาวมุสลิมในมินดาเนาหันมาศรัทธาในศาสนาคริสต์มากกว่าอิสลาม

       "ผมต้องการเปิดหัวใจพวกเขาสู่คริสตศาสนา เพราะผมได้ยินเรื่องเสียๆ หายๆ ของมุสลิมมานักต่อนัก ผมบอกกับตัวเองว่าต้องให้การศึกษาแก่พวกมุสลิม"

       แต่เมื่อยิ่งศึกษาลึกลงไป โซเรียกลับพบว่า พวกที่ถูกเรียกว่า "บิดาแห่งคริสตจักร" อย่างเช่น เซนต์โทมัส อากินัส (Saint Thomas Aquinas) กลับได้ความรู้มาจากปรัชญาในอิสลาม

       โซโรยังอ่านกอสเปลของนักบุญ บาร์นาบาส (Barnabas) ซึ่งระบุว่าพระเยซูมิได้เสียชีวิตบนไม้กางเขน ท่านถูกนำตัวขึ้นไปไว้บนสวรรค์ก่อนหน้านั้นแล้ว ผู้ที่ถูกตรึงกางเขนคือ จูดาส อิสคาเรียต (Judas Iscariot) ผู้ทรยศต่างหาก กอสเปลฉบับนี้ยังได้พยากรณ์ถึงการมาของมุฮัมมัด

       นักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งของคริสต์และอิสลามต่างก็ลงความเห็นว่ากอสเปลฉบับนี้ถูก ปลอมแปลงขึ้นมา มีเพียงนักวิชาการมุสลิมจำนวนน้อยเท่านั้นที่เชื่อว่าเป็นกอสเปลฉบับจริง

สงสัยในตรีเอกานุภาพ

       โซเรียบอกว่า เขามีความสงสัยในคำสอนของคริสต์ศาสนามาตั้งแต่เริ่มเทรนเป็นนักบวชใหม่ๆ คำถามที่สำคัญก็คือเรื่อง ตรีเอกานุภาพ (Trinity) ความจริงเขาเคยถกกับพ่อของเขาเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนอายุเพียง 21 ปี แต่การเติบโตในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัดมีอิทธิพลทำให้เขาเข้าสู่วงการ ศาสนา อย่างไรก็ตามนั่นก็มิได้ทำให้เขาหยุดถามเกี่ยวกับคำสอน

       โซเรียเป็นบาทหลวงในปี 1988

       เขาทำงานเป็นบาทหลวงในคริสตจักรแขวง Taguig และที่เมือง Caloocan ช่วงนั้นเขาก็ยิ่งพูดมากขึ้นเรื่องความสงสัยของเขาต่อคำสอน เลยโดนย้ายไปสอนศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Philippines-Diliman (UP) ซึ่งเขาบอกว่าคงเป็นเพราะต้องการเย็บปากเขา

       แต่บรรยากาศเสรีประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยกลับยิ่งทำให้เขายิ่งเด็ดเดี่ยวต่อการตัดสินใจที่นำไปสู่การเปลี่ยนศรัทธาเป็นศาสนาอิสลาม

จบความสงสัยทั้งปวง

       โซเรียเปลี่ยนเป็นมุสลิมในวันที่ 2 กันยายน 2002 คือประมาณ 14 ปีหลังจากบวชเป็นบาทหลวงของคริสต์

       ตอนนี้ช่างต่างกับตอนที่เขาเป็นบาทหลวงที่มีความสงสัยไม่เลิกรา การเปลี่ยนมารับอิสลามคือสิ่งที่เขามั่นใจอย่างที่สุด โซเรียกล่าว

       ตอนนี้เขาใช้ชีวิตแบบมุสลิม ไปเมกกะกับกลุ่มดะวะฮ์มาแล้วหลายครั้ง

แต่งงานมีครอบครัว

       ปี 2004 โซเรียแต่งงานกับ ฮันน่าห์ หญิงสาววัย 24 ปี

       ตอนเป็นบาทหลวงโซเรียต้องครองตัวโสด แต่เมื่อเป็นมุสลิมเขาปฏิบัติตามคำสอนในอัล-กุรอาน การมีครอบครัวเป็นเรื่องปกติของมนุษย์โลก ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ

สิ่งที่มุสลิมควรเรียนรู้จากคริสเตียน

       โซเรียบอกว่าหากมีอะไรที่มุสลิมต้องเรียนรู้จากคริสเตียนแล้วละก้อ สิ่งนั้นก็คือ ระบบการบริหาร เขาบอกว่าโครงสร้างที่ดีจะช่วยให้การเผยแพร่อิสลามก้าวหน้ากว่านี้มาก ดังเช่นระบบการบริหารที่ดีมากๆ ของคริสเตียนทำให้ศาสนาคริสต์เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว

       อย่างเช่น มุสลิมต้องตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นทุกมุมโลก ดังเช่นที่มิชชันนารีคริสต์ทำ "ทำไมประเทศมุสลิมทั้งหลายถึงไม่ผลิตครูสอนศาสนาแล้วก็ทำแบบที่มิชชันนารีคริสเตียนทำเล่า?" โซเรียตั้งคำถาม (ประมาณว่าสินค้าดี แต่โปรโมทไม่เป็น - ผู้แปล)

ยังคงเป็น "คุณพ่อสแตน"

       แม้เขาจะเปลี่ยนชื่อมุฮัมมัดแล้ว เพื่อนๆ ของโซเรียก็ยังเรียกเขาว่า คุณพ่อสแตน แม้แต่ชาวมุสลิมก็ยังเรียกเขาแบบนี้

      "เพื่อนๆ ชาวอาหรับบอกว่า ผมไม่ควรเปลี่ยนชื่อ เพื่อที่ใครๆ จะได้รู้ว่า ผมเคยเป็นบาทหลวงคาทอลิกก่อนหันมารับอิสลาม" เขากล่าว

      "พวกอาหรับเค้าภูมิใจน่ะ" โซเรียบอก

แปลและเรียบเรียงโดย วาริษาฮ์ อัมรีล www.newmuslimthailand.com


ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
CAPTCHA
กรุณากรอกข้อความให้ถูกต้อง

Chat module by BoWoB Chat for Drupal