Palestine's Holocaust museum

มูซา ผู้ดูแล"Palestine's Holocaust museum"

        ในบ้านหลังเล็กๆที่ไม่มีชื่อในเขตเวสแบงค์ นักศึกษาและอาจารย์ชาวปาเลสไตน์ได้จัดตั้งโครงการซึ่งแทบไม่เคยมีมาก่อนในดินแดนที่ถูกยึดครองนี้

        นาย Hassan Musa เป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงนิทรรศการอุทิศให้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวในยุโรป

        รอยแยกบนกำแพงสีขาวในพิพิธภัณฑ์ชั่วคราวที่ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน Ni'lin ตั้งแต่พื้นไปจนถึงเพดาน เต็มไปด้วยภาพของประชาชนที่ถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตน ถูกทรมาน ถูกกักขัง อดอยาก และโดนฆาตกรรม

        ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่แสดงให้เห็นความโหดเหี้ยมของนาซีที่ทำกับยิวในยุโรป ซึ่งยังมีความป่าเถื่อนน้อยกว่าภาพที่แสดงให้เห็นถึงความหายนะของชาวปาเลสไตน์ในหมู่บ้านนักบาเพราะการสร้างรัฐอิสราเอลเมื่อปี 1948 และมีการทำลายล้่างชาวปาเลสไตน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        บนกำแพงหนึ่ง มีภาพความกลัวของเด็กชายชาวยิวที่ยกมือขึ้นให้กับทหารนาซีที่จ้องมองอยู่ คำบรรยายใต้ภาพเขียนไว้ว่า "ชำระบัญชีกับฮิตเลอร์และนาซีเยอรมัน ไม่ใช่กับชาวปาเลสไตน์"

        มูซาเป็นสมาชิกคณะกรรมการชุมชน Ni'lin ต่อต้านการสร้างกำแพงขังชาวปาเลสไตน์ เขากล่าวว่า การใช้กลยุทธ์วางภาพความโหดร้ายทารุณที่ประสบกับทั้งสองไว้เคียงข้างกัน ไม่ใช่เพียงแค่สะท้อนความทุกข์ทรมานของทั้งสองฝ่าย และช่วยให้ชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์เข้าใจกันและกันดียิ่งขึ้น แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเหยื่อความขัดแย้งคนหนึ่งสามารถกลายเป็นผู้ประกาศสารไปยังคนอื่นๆได้อย่างไร

        "ชาวปาเลสไตน์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวที่เกิดขึ้นในยุโรป แต่พวกเรากลับต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเราไม่ได้ทำ" มูซากล่าว

"การชดใช้"สำหรับความหายนะของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์
       
ในห้องจัดแสดงหลัก ป้ายขนาดใหญ่ส่งข้อความโดยตรงไปถึง Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมัน มีข้อความว่า "ทำไมพวกเราชาวปาเลสไตน์ต้องชดใช้ความหายนะพวกนั้น"

        มูซาเชื่อว่าคำถามนี้ คือแรงผลักดันเบื้องหลังของนิทรรศการนี้ และหวังว่ามันจะฟันฝ่าเข้าไปในประชาคมนานาชาติว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

        "โลกแสดงความเสียใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปาเลสไตน์ เหมือนที่เขาแสดงความเสียใจอย่างชัดเจนกับการตายของชาวยิว 6 ล้านคน แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ให้การสนับสนุนยิวในการฆ่าชาวปาเลสไตน์" มูซากล่าว

        เมือง Ni'lin กลายเป็นเมืองที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่ละสัปดาห์ซ้ำๆกัน ระหว่างทหารอิสราเอลและนักต่อสู้เพื่อยุติการก่อสร้างกำแพงแบ่งแยกล้อมรอบแผ่นดินดินเพื่อกักขังชาวปาเลสไตน์ไว้ภายใต้

        การก่อสร้างกำแพงในปัจจุบันกินพื้นที่ 10,000 เอเคอร์ของเมือง Ni'lin ซึ่งถูกอิสราเอลปล้นชิงดินแดนดังกล่าวไปโดยปริยาย นอกจากนั้นยังมีการทำลายที่อยู่อาศัยของประชาชนกว่า 30,000 เอเคอร์ นี่คือส่วนหนึ่งจากพื้นที่ 228,000 เอเคอร์ที่ถูกสถาปนาไปเป็นหมู่บ้าน(ยิว)ในปี 1948

        ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Ni'lin สูญเสียพื้นที่ที่อยู่อาศัยไปมากกว่า 85 %  จากการยึดครองและปลูกสร้างอย่างผิดกฏหมายของอิสราเอล

        แต่ประชาชนในหมู่บ้านกลังต้องตกเป็นจำเลยในข้อหาฆ่าทหารอิสราเอล 4 คนที่รุกรานเข้ามาในหมู่้บ้านของพวกเขา ตั้งแต่มีการประทั้วงคัดค้านการยึดดินแดนในเดือนพฤษภาคม ปี 2008

        ในหมู่ประชาชนเหล่านั้น มีอะหมัดอายุ 10 ปี หลานชายของมูซา ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2008 จากบาดแผลกระสุนปืนที่ศรีษะ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านและมุญาฮิดีนที่บาดเจ็บจากการกระทำอันป่าเถื่อนของอิสราเอล

        ในเดือนมีนาคม นายTristan Anderson ชาวอเมริกัน อายุ 38 ปี เป็นผู้สังเกตุการณ์การเคลื่อนไหวของกำลังทหารนานาชาติ ถูกทหารอิสราเอลยิงเข้าที่ศรีษะด้วยกระป๋องแก๊สน้ำตาความเร็วสูงจนเสียชีวิต ทำให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในภาวะวิกฤต

ทำความเข้าใจผู้ยึดครอง
        นิทรรศการนี้ทำให้ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์มีความสำคัญมาก มูซากล่าว

        ในสถานที่ที่ชาวปาเลสไตน์พยายามต้านทานการยึดครอง มูซากำลังนำเสนอถึงโอกาสในการสร้างความเห็นอกเห็นใจที่มากขึ้นในเรื่องการยึดครองของอิสราเอล

        ชาวอิสราเอล ชาวปาเลสไตน์ และชาวต่างชาติแวะเข้าชมพิพิธพัณฑ์อย่างไม่ขาดสาย แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขามีจำนวนน้อยกว่าที่จะชุมนุมกดดันเพื่อการปกป้องสิ่งใดๆได้

        มูซายังคงมองโลกในแง่ดี และหวังว่าความพยายามครั้งนี้จะสนับสนุนให้ชาวอิสราเอลกดดันรัฐบาลของตนให้ยุติการยึดพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์

        "สารข้อความของเรามุ่งไปยังชาวยิวทั่วทั้งโลกซึ่งเคยเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์อันโหดร้าย เราหวังว่าคุณจะเป็นผู้ส่งสารแห่งความยุติธรรม ความเห็นใจ และมนุษยธรรม" นายมูซากล่าวกับ สำนักข่าวผ่านดาวเทียมอัลญะซีเราะฮฺ

        ตามคำบอกเล่าของมูซา ปฏิกิริยาตอบสนองจากชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะในหมู่บ้านของมูซา ต่อนิทรรศการนั้นเป็นแง่บวก โดยพวกเขาเห็นว่านิทรรศการคือภาพแรกๆที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อนในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์

        มูซากล่าวว่าผู้มาเยี่ยมชมพิพิธพัณฑ์ชาวปาเลสไตน์บางคน ออกจากนิทรรศการด้วยความรู้สึกว่า นิทรรศการทำให้เกิดความรู้สึกเสียใจกับการกระทำของชาวยิว แต่ก็มีคำถามเดียวกันอยู่บนผนังกำแพงว่า "ทำไมพวกเขา(อิสราเอล)ต้องลงโทษพวกเรา(ปาเลสไตน์)"

        "ฉันเสียหลานชายของฉัน และฉันรู้ว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นอย่างไร" มูซากล่าว "นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันไม่ต้องการให้ใครคนใดคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้สูญเสียคนที่เป็นที่รักไป"

เรื่องโดย Dania Yousef ในเมือง Ni'lin เขตเวสแบงค์ ประเทศปาเลสไตน์
แปลโดย ปาปิลุส

ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
CAPTCHA
กรุณากรอกข้อความให้ถูกต้อง

Chat module by BoWoB Chat for Drupal