เอียน บุชเนอร์

เอียน บุชเนอร์ ผู้ได้รับทางนำแต่เยาวัย

       เอียน บุชเนอร์ เป็นนักเรียนกฎหมาย มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยท็อปเท็นของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นเหรัญญิกของสมาคมนักเรียนมุสลิม (Muslim Student Association หรือ MSA) ของมหาวิทยาลัยด้วย เอียนรับอิสลามสมัยเรียนไฮสกูล ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เคยสัมภาษณ์เอียนและมุสลิมะฮ์มือใหม่อีกสองคนออกรายการทีวีเมื่อ 1 กรกฎาคม 2007 ชื่อรายการ Some Young Christians Convert to Islam เป็นเรื่องราวของเยาวชนชิคาโกสามคนหันมารับอิสลาม

       ต่อไปนี้เป็นบทให้สัมภาษณ์ของเอียนต่อหนังสือพิมพ์ในแคมปัสเรื่องการรับอิสลามของเขา...

       Q - คุณถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนาไหม?

       เอียน - ไม่เลย, ที่บ้านผมไม่สนใจศาสนา แต่ครอบครัวผมสอนผมเรื่องคุณธรรมเช่น ความสำคัญของการเสียสละ การบริจาคเพื่อการกุศล ความยุติธรรมในสังคม การทำงานหนัก และปฏิบัติดีต่อผู้อื่น แต่ตอนนั้นเนื่องจากแม่ผมเป็น 'ซิงเกิลมอม' (Single mom) ไม่มีสามี เลี้ยงลูกมาเพียงคนเดียว ตอนไปโบสถ์เลยโดนตำหนิบ่อยๆ ทำให้เธอรู้สึกว่าโบสถ์ไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับเธอ แม่เลยเลิกไป และก็ไม่เคยพาผมไปเลย ที่บ้านผมก็เลยไม่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง

       Q - คุณหันมาสนใจเรื่องจิตวิญญาณตั้งแต่เมื่อไหร่ และเป็นเพราะอะไร?

       เอียน - ตอนเรียนไฮสกูล ผมเริ่มต้นเป็นพวก 'เอเตียส' (Atheist พวกที่เชื่อว่า 'ไม่มีพระเจ้า') และ ก็ต่อต้านศาสนาทุกศาสนา เพราะอย่างชาวคริสเตียนที่ผมเคยรู้จักก็ไม่ได้มีลักษณะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สักเท่าไหร่ พวกเขามองคนจนว่าเป็นพวกขี้เกียจบ้างละ หรือไม่ก็เป็นเพราะพระเจ้าลิขิตพวกนี้ถึงจน หรือไม่พวกนี้มีบาปถึงได้เกิดมาจน คือผมเจอกับศาสนาในเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น เลยแอนตี้ศาสนา

       แต่ต่อมาผมก็ได้มีเพื่อนเป็นมุสลิมหลายคน พวกเขาให้คัมภีร์อัล-กุรอานกับผม ตอนผมเริ่มอ่าน ผมรู้สึกว่านั่นเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่สุดของผมเพราะดูเหมือนคัมภีร์ จะอ่านใจผมออก รู้ว่าผมกำลังคิดอะไร แล้วอัล-กุรอานก็ตอบข้อสงสัยของผมในประโยคถัดมานั่นแหละ มันเหมือนกับว่าอัล-กุรอานกำลังอ่านใจผมเสียนี่! และในคัมภีร์อัล-กุรอานนั้น ผมได้พบกับเรื่องราวหลากหลาย ปัญหาสังคมที่แตกต่างกันออกไปเช่นเรื่องราวของคนจน หรือคนที่ไม่เคยนึกถึงสังคมเลยเพราะตัวเองมีฐานะร่ำรวย ซึ่งทำให้พวกเขาเย่อหยิ่ง และหลงลืมพระผู้เป็นเจ้า

       การอ่าน อัล-กุรอานทำให้ผมรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ที่พระเจ้าพูดหลายครั้งหลายหนเกี่ยวกับผู้คนที่ไม่ได้รู้จักพระองค์นั้น แท้จริงแล้วพระองค์หมายถึงผมอ่ะแหละ!

       Q - ทำไมคุณถึงมาเป็นมุสลิมล่ะ?

       เอียน - มุสลิมหมายถึงผู้ที่ยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า ผมเป็นมุสลิมเพราะผมยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า ตอนผมอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานผมคิดว่า 'นี่ละคือคือพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า นี่มิใช่มนุษย์เขียนขึ้นมาเอง' มันมาจากประสบการณ์ของผมเองที่ผมตัดสินได้ว่าอัล-กุรอานเป็นคัมภีร์ที่มาจาก พระผู้เป็นเจ้า และเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว มุฮัมมัดก็ต้องเป็นศาสนฑูตของพระองค์ นั่นหมายถึงว่าพระเจ้าต้องมีแน่นอน ผมยังคงเป็นมุสลิมอยู่เพราะผมยังคงเชื่อว่าอัล-กุรอานเป็นคัมภีร์ที่มาจาก พระผู้เป็นเจ้า ผมเชื่อในพระเจ้าและพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นด้วยพระประสงค์ของพระองค์

       Q - จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณไม่ยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า?

       เอียน - ก็ คงเป็นความรู้สึกขัดแย้งภายใน เรื่องที่ว่าง่ายๆ ก็จะกลายเป็นยาก ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแน่หากจิตวิญญาณของคุณรู้สึกว่าคุณต้องการทำบางอย่าง แต่จิตใจด้านต่ำปฏิเสธความรู้สึกนั้น บางครั้งต้องให้พระเจ้าช่วยแล้วละ

       Q - พระเจ้าคิดอะไรถึงคุณบ้างล่ะ?

       เอียน - ไม่รู้สิ, ผมหมายถึงว่าผมเดาไม่ออกน่ะ, แต่ผมหวังว่าพระเจ้าจะคิดถึงผมว่า 'อืม, นี่ละคือมนุษย์คนหนึ่งที่พยายาม - แม้จะไม่ประสบความสำเร็จไปซะทุกเรื่องและก็ทำอะไรผิดพลาดเยอะแยะ - แต่เราบอกได้เลยว่าเจ้าหมอนี่พยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเสมอ'

        Q - คุณจะให้คำจำกัดความคำว่า 'จิฮาด' อย่างไร?

        เอียน - ผมก็จะบอกว่า 'จิฮาด' เป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เริ่มต้นจากการต่อสู้กับจิตใจภายใน ที่เราต้องบังคับตัวเองให้เป็นมุสลิมที่ดีขึ้น เป็นเพื่อนที่ดี เป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเป็นคนดีของสังคม นี่คือจิฮาดในระดับหนึ่ง ส่วนจิฮาดอีกระดับหนึ่งคือการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยน เอื้อเฟื้อ รู้จักให้อภัย นี่ผมว่าค่อนข้างยากเพราะคนเราไม่ค่อยอยากเสียสละให้ผู้อื่นเท่าไหร่มั้ง! และในระดับสุดท้าย นั่นคือการต้องคงความยุติธรรมในสังคมเอาไว้ การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคมเป็นการต่อสู้ที่ให้คุณต้องมีความ ยุติธรรมต่อตัวเองและความสัมพันธ์ของคุณต่อผู้อื่น คนทั่วไปมักสนใจแค่เรื่องการต่อสู้ด้านการเมืองและผมว่านั่นเป็นเรื่องที่ น่าอาย พวกเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าการต่อสู้ภายในจิตใจนั้นต้องมาก่อนการต่อสู้ด้าน การเมือง ผมว่าหากเน้นแค่การต่อสู้เรื่องการเมืองละก็ นั่นน่ะหายนะขนานแท้!

       Q - เมื่อไรที่คุณรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดพระเจ้าที่สุด?

       เอียน - ผม รู้สึกได้ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าที่สุดก็ตอนที่ละหมาด เพราะระหว่างละหมาดผมได้อ่านอัล-กุรอาน ซึ่งนั่นเป็นส่วนผสมของอำนาจและความสวยงาม ผมรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้าทุกครั้งที่ผมได้ทำอะไรเกี่ยวกับศาสนา แต่ก็มิใช่ว่าจะตลอดเวลานะ ระหว่างใช้ชีวิตปกติประจำวันนี่ ผมรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้าที่สุดตอนที่ผมเห็นผู้คนปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน หรือไม่ก็ตอนที่ตัวเองทำอะไรดีๆ ต่อผู้อื่น เมื่อไรที่ผมเห็นใครๆ ปฏิบัติแบบให้เกียรติผู้อื่นเพียงเพราะผู้นั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนั้นละที่ผมมักรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า

       Q - หากผมสนใจจะเปลี่ยนเป็นมุสลิม, คุณจะให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง?

       เอียน - ก็ ต้องอ่านคัมภีร์อัล-กุรอาน และก็ตั้งคำถามที่คุณสงสัยกับเพื่อนๆ มุสลิม หลังจากนั้นคุณก็จะได้คำตอบกับตัวเองว่าอัล-กุรอานนั้นเป็นคำสั่งที่มาจาก พระเจ้าจริงหรือไม่ หากคุณเชื่อว่าอัล-กุรอานเป็นพระวจนะของพระองค์ คุณก็เป็นมุสลิม หากคุณไม่เชื่อ คุณก็ไม่ใช่มุสลิม

       อิสลามไม่มีพิธีกรรมใดๆ การเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมก็เพียงแค่ปฏิญาณตนรับอิสลาม

       มันคือความศรัทธาในหัวใจคุณ เป็นส่วนตัว และเรียบง่ายที่สุด.

โดย Mike Duncan, Student Life

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

www.newmuslimthailand.com


ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
CAPTCHA
กรุณากรอกข้อความให้ถูกต้อง

Chat module by BoWoB Chat for Drupal