ดร. เจอรัลด์ เฟรเดอริก เดิร์กส์
เขียนโดย jihad เมื่อ 26 มิถุนายน, 2009 - 22:28.วัยเด็กและการศึกษา
หนึ่ง ในความทรงจำวัยเด็กของผมคือการได้ยินเสียงระฆังจากโบสถ์ดังทุกเช้าวัน อาทิตย์ในเมืองชนบทเล็กๆ ที่ผมเติบโตขึ้นมา โบสถ์เมธธะดิสท์เป็นโบสถ์เก่าแก่ โครงสร้างเป็นไม้ มีหอระฆัง โรงเรียนศาสนาวันอาทิตย์มีชั้นเรียนสองห้องแยกจากส่วนห้องโถงที่ทำพิธี โบสถ์หลังนี้ตั้งอยู่ห่างจากบ้านผมเพียงสองบล็อกเท่านั้น เมื่อระฆังดังขึ้น พวกเราในครอบครัวจะมาพร้อมหน้ากันเดินไปโบสถ์
ใน เมืองชนบทที่มีประชากร 500 คนเช่นนั้นในช่วงทศวรรษ 1950 มีโบสถ์ทั้งหมดสามแห่งเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชาวเมือง ซึ่งโบสถ์เมธธะดิสท์ที่ครอบครัวผมเป็นสมาชิกจะมีไอศกรีม พายไก่ และข้าวโพดย่างไว้แจกเสมอ ช่วงซัมเมอร์ซึ่งเด็กปิดเทอมใหญ่ประจำปีทางโบสถ์จะมีชั้นเรียนพิเศษอีก คือประมาณสองสัปดาห์ในเดือนมิถุนายน ผมจะเข้าเรียนเสมอตั้งแต่เด็กและมักได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นเสมอ เพราะทั้งไม่ขาดเรียนและท่องจำไบเบิลเก่ง
ตอน เรียนชั้นจูเนียร์ไฮ โบสถ์เมธธะดิสท์ที่บ้านผมปิดตัวลง เราเลยต้องไปโบสถ์ในเมืองใกล้เคียง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโบสถ์เดิมที่บ้านผมหน่อยเดียว ที่นี่เองที่ผมมีความคิดอยากจะเป็นมิชชันนารี ผมเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเยาวชนเมธธะดิสท์ ท้ายสุดก็ได้เป็น "นักเทศน์" ในงานซันเดย์ยูธประจำปี
การ เทศน์ของผมถือว่าประสบความสำเร็จ ถูกใจผู้คนในชุมชนมาก เพียงในระยะเวลาไม่นานผมก็เทศน์ที่โบสถ์อื่นด้วย ที่บ้านพักคนชรา และในกลุ่มเยาวชนและสตรีของโบสถ์ต่างๆ
เมื่อ อายุได้ 17 ปี ผมเข้าเรียนที่ฮาร์เวิร์ดคอลเลจ ผมตั้งใจมากที่จะเป็นมิชชันนารีในอนาคต ในปีแรกผมเรียนวิชาศาสนาเปรียบเทียบสองคอร์ส ซึ่งสอนโดย วิลฟรีด แคนท์เวลล์ สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลาม ในคอร์สนั้นผมไม่สนใจเรื่องอิสลามเลย พอๆ กับที่ไม่สนใจศาสนาอื่นเหมือนกัน ฮินดูและพุทธนั่นเป็นของแปลกตาสำหรับผม ในขณะที่อิสลามจะใกล้เคียงกับศาสนาของผมมาก แต่ถึงงั้นก็เหอะ, ผม ไม่สนใจอิสลามเท่าที่ควรจะเป็น จริงๆ แล้วผมก็ยังจำได้ว่าเคยทำรายงานส่งอาจารย์เรื่องการลงอัล-กุรอานจากพระเจ้า มาให้มุฮัมมัดด้วย แต่นั่นก็เป็นเพียงวิชาพื้นฐานในการเรียนเทววิทยาเท่านั้น ผมมีห้องสมุดเล็กๆ ส่วนตัวที่มีหนังสือเกี่ยวกับอิสลามอยู่บ้าง, ทุกเล่มเขียนโดยผู้ที่มิใช่มุสลิม, และทุกเล่มผมก็ได้ใช้ใน 25 ปีต่อมา ตอนนั้นผมยังมีอัล-กุรอานฉบับแปลอีกสองฉบับ
ฤดุใบไม้ผลิปีนั้น ฮาร์เวิร์ดคอลเลจประกาศให้ทุน Hollis Scholar แก่ ผม ซึ่งเป็นการย้ำว่าผมเป็นหนึ่งในนักเรียนเทววิทยาระดับสุดยอดของมหาวิทยาลัย ช่วงซัมเมอร์ปิดภาคปีหนึ่งจะขึ้นชั้นปีที่สองผมไปช่วยงานที่โบสถ์เมธธะดิสท์ ซัมเมอร์ถัดมาผมได้รับใบอนุญาตการสอนจากโบสถ์เมธธะดิสท์ หลังจบการศึกษาจากฮาร์เวิร์ดคอลเลจในปี 1971 ผมเข้าเรียนต่อในโรงเรียนฮาร์เวิร์ดดีไวนิตี้ทันที ปี 1972 ผมได้เป็นมิชชันนารีของเมธธะดิสท์ และได้รับทุนสจ๊วตจากโบสถ์เมธธะดิสท์ควบคู่ไปกับทุนของฮาร์เวิร์ดดีไวนิตี้ ผมจบการศึกษาปริญญาโทเทววิทยาจากฮาร์เวิร์ดดีไวนิตี้ในปี 1974 จากนั้นไปเป็นมิชชันนารีที่โบสถ์สองแห่งในเมืองชนบทของรัฐแคนซัส ที่นั่นผมเรียกคนไปโบสถ์ได้เยอะที่สุดเท่าที่โบสถ์เคยตั้งมา
ต่อสู้กับสงครามภายในจิตใจ
เมื่อ มองจากภายนอก ผมดูเป็นมิชชันนารีอนาคตไกล ผู้ได้รับการศึกษาดีเลิศ เป็นแรงดึงดูดให้ชาวชาวคริสต์จำนวนมากเข้าสู่โบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์ และประสบความสำเร็จตลอดเส้นทางชีวิตของมิชชันนารี อย่างไรก็ตาม, ผมต้องต่อสู้กับสงครามภายในจิตใจอย่างต่อเนื่องเพื่อคงความรับผิดชอบในฐานะมิชชันนารี
และก็มีความจริงอันน่าขันที่ผมประสบจากการศึกษาในวิทยาลัยศาสนาหลายประการ:
1. การก่อตัวของคริสตจักร "กระแสหลัก" ยุคเริ่มแรกได้รับอิทธิพลจากการเมืองอย่างไรบ้าง
2. ไบเบิลฉบับ "ดั้งเดิม" มีข้อแตกต่างจากฉบับปัจจุบันหลายประการ
3. วิวัฒนาการของความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ และความเป็น "พระบุตร" ของพระเยซู
4. สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาแต่กลายมาเป็นความเชื่อและหลักการของศาสนาคริสต์
5. มีขบวนการศาสนจักรและชาวคริสต์ยุคต้นๆ ที่ไม่เชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ และไม่เชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้า
- อื่นๆ อีก (อ่านรายละเอียดในหนังสือของผม The Cross and the Crescent: An Interfaith Dialogue between Christianity and Islam , Amana Publications, 2001)
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นักเรียนในวิทยาลัยศาสนาจำนวนมากจบการศึกษาไปแล้วจึงมิได้เป็นมิชชันนารี, พวกเขาถูกบอกให้เทศน์ในสิ่งที่ค้านกับความรู้สึก หลายคนจึงหันไปสู่อาชีพเป็นที่ปรึกษาปัญหา ผมเองก็ลงเอยแบบนั้น, ผมไปจบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านจิตวิทยา ผมยังคงเรียกตัวเองว่าชาวคริสต์ เพราะคนเราก็ต้องหาความเป็นตัวตนให้กับตัวเอง และที่เหนืออื่นใดก็คือ, แม้งานหลักของผมจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา แต่
ผมเป็นมิชชันนารีแล้ว! อย่างไรก็ตาม การศึกษาในวิทยาลัยศาสนามีส่วนรับผิดชอบต่อความเชื่อของผมเรื่องตรีเอกนุภาพหรือพระเยซูเป็นพระเจ้า (ผล สำรวจโดยทั่วไประบุว่า มิชชันนารีคริสต์มักไม่เชื่อเรื่องนี้และความเชื่ออื่นๆ ของคริสตจักรมากไปกว่าพวกฆราวาสที่พวกเขาเทศน์ให้ฟังตลอด มิชชันนารีเป็นผู้เข้าใจคำว่า "บุตรของพระเจ้า" แบบอุปมาอุปไมย, แต่บรรดาฆราวาสเข้าใจคำนี้ตามตัวอักษร)
ผมเลยกลายมาเป็น "ชาวคริสต์ช่วงคริสต์มาสและอีสเตอร์" เท่านั้น ไปโบสถ์บ้างเป็นครั้งคราว แต่ตอนฟังมิชชันนารีเทศน์ผมต้องกัดฟัน กัดลิ้นตัวเองไว้
เหตุผล ข้างต้นนี้ไม่สามารถนำมาคิดเป็นนัยว่าผมจะไม่ศรัทธาในศาสนาเหมือนก่อน ผมสวดมนต์อธิษฐานบ่อย ความศรัทธาของผมในพระเจ้ามั่นคงเสมอ ไม่เคยคลอนแคลนแม้แต่น้อย ผมใช้ชีวิตส่วนตัวตามแบบอย่างที่ถูกสอนมาจากโบสถ์และโรงเรียนศาสนาวัน อาทิตย์
หลาย ปีผ่านไป ผมเริ่มตระหนักว่าศรัทธาในศาสนาของคนอเมริกันโดยทั่วไปค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ความศรัทธาเป็นชีวิต จิตวิญญาณทุกลมหายใจ และคุณธรรมของแต่ละบุคคล และต้องไม่นำไปปะปนกับพิธีกรรมทางศาสนาที่เต็มไปด้วยพิธีรื่นเริงต่างๆ หรือความเชื่อที่ก่อตัวขึ้นโดยบางองค์กรเช่น ศาสนจักร
ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมอเมริกันจะค่อยๆ ตระหนักในเรื่องคุณธรรมและศาสนาน้อยลงทุกวัน สองในสามของคู่แต่งงานจบลงด้วยการหย่าร้าง; ความรุนแรงในโรงเรียนและบนท้องถนนทวีขึ้นเรื่อยๆ; ความรับผิดชอบต่อตัวเองกลายเป็นสิ่งไร้สาระ; ความมีวินัยถูกแทนที่ด้วยความคิดที่ว่า "ถ้ารู้สึกว่าดีละก้อ, ทำไปเลย"; ผู้นำศาสนาและองค์กรต่างๆ จำนวนมากสร้างเรื่องอื้อฉาวทางเพศและเรื่องเงินไม่หยุดหย่อน
ความคิดเริ่มเข้าที่
ช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อนี่ละที่ผมเริ่มติดต่อกับชุมชนมุสลิมในท้องถิ่น ก่อนหน้านั้นหลายปี ผมและภรรยาทำวิจัยอย่างเข้มข้นเรื่องม้าอาหรับ และเพื่อที่จะให้เราแปลเอกสารภาษาอารบิกทั้งหลายให้ถูกต้องสมบูรณ์ การวิจัยเรื่องม้าอาหรับก็นำเราไปรู้จักกับครอบครัวอาหรับอเมริกันซึ่ง บังเอิญเป็นมุสลิม ชาวอาหรับคนแรกที่เรารู้จักคือ 'จามาล' เราพบเขาในปี 1991
หลัง จากโทรศัพท์แนะนำตัวกันแล้ว จามาลมาหาเราที่บ้าน บอกว่าจะช่วยแปลภาษาอารบิกให้และช่วยให้เราเข้าใจประวัติของม้าอาหรับใน ตะวันออกกลาง ก่อนจามาลจะกลับบ้านในช่วงบ่าย เขาขออนุญาตเราใช้ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำละหมาด และก็ขอยืมกระดาษหนังสือพิมพ์มาปูละหมาดที่บ้านเรา แน่นอนว่าเราอนุญาต, แต่ก็นึกๆ อยู่เหมือนกันว่าเราน่าจะมีวัสดุอย่างอื่นให้จามาลใช้มากกว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ กว่าจะนึกได้, เขาก็ปฏิบัติการดะวะฮ์ด้วยการละหมาดต่อหน้าเราเรียบร้อยไปแล้ว เขาไม่เคยออกความเห็นเรื่องการที่เรามิใช่มุสลิม ไม่เคยพูดเรื่องความเชื่อในศาสนาอิสลามกับเรา เขาเพียงประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างของ "มุสลิม" ให้เราดูเท่านั้น และการกระทำของเขานี่เองที่เป็นกระบอกเสียงชั้นดีให้อิสลาม
ช่วง 16 เดือนถัดจากนั้น ผมเริ่มติดต่อกับจามาลถี่ขึ้นเรื่อยๆ จากสองอาทิตย์ครั้ง เป็นทุกอาทิตย์ ช่วงที่เขามาหาผม เขาไม่เคยพูดเรื่องอิสลาม, ไม่เคยตั้งคำถามกับความเชื่อในคริสต์ศาสนาของผม, และไม่เคยชักชวนให้ผมเป็นมุสลิม อย่างไรก็ตาม ผมกลับเริ่มเรียนรู้มากเลยทีเดียว อย่างแรกสุด, จามาลละหมาดไม่เคยขาด ข้อที่สอง, เขาเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีศีลธรรม, ทั้งในโลกธุรกิจและในสังคมของเขา ข้อที่สาม, สิ่งที่จามาลปฏิบัติกับลูกสองคนของเขา สำหรับภรรยาของผมแล้ว, ภรรยาของจามาลก็เป็นตัวอย่างที่ดีของเธอเช่นกัน ข้อที่สี่, พร้อมๆ ไปกับที่ช่วยให้ผมเข้าใจประวัติของม้าอาหรับ จามาลเริ่มแชร์กับผมในเรื่อง: 1) เรื่องราวจากโลกอาหรับและประวัติศาสตร์ของอาหรับ 2) การเอ่ยถึงศาสนฑูตมุฮัมมัด (ซ.ล.) 3) คำสอนจากอัล-กุรอานและความหมาย มาถึงตอนนี้แล้ว, การเจอกันของเราจะต้องมีการพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอิสลามอย่างน้อยๆ ก็ต้องครึ่งชั่วโมงเสมอ, แต่เขาพูดในแง่ที่ช่วยให้ผมเข้าใจประวัติศาสตร์ม้าอาหรับมากขึ้นเท่านั้น จามาลไม่เคยบอกว่า "เรื่องมันเป็นแบบนี้นะ" เขาจะบอกผมว่า "นี่คือสิ่งที่มุสลิมเชื่อ" และเพราะผมไม่เคยถูกจามาลนั่ง 'เทศน์' เรื่องอิสลามให้ฟัง และเขาก็ไม่เคยถามเรื่องความเชื่อในศาสนาคริสต์ของผม, ผมก็เลยไม่ต้องพยายามหาข้อสนับสนุนว่าความเชื่อของผมถูกต้อง จามาลเป็นคนมีศิลปะมาก เขามิได้ทำตัวเหมือนกำลังเผยแพร่ศาสนา
จามาลค่อยๆ แนะนำเราให้รู้จักกับครอบครัวมุสลิมอื่นๆ ในชุมชน ซึ่งก็มีครอบครัวของวาเอล, คอลิด, และอื่นๆ อีก ซึ่งผมก็ได้เห็นว่าครอบครัวมุสลิมเหล่านี้ใช้ชีวิตที่คำนึงถึงศีลธรรม มากกว่าครอบครัวอเมริกันทั่วไป ผมว่าบางทีตอนเรียนในวิทยาลัยศาสนาผมอาจจะพลาดที่มิได้ศึกษาวิถีชีวิตตาม หลักการอิสลาม
เมื่อ ถึงเดือนธันวาคม 1992 ผมเริ่มหันมาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างซีเรียสว่า ผมกำลังยืนอยู่ตรงไหน และกำลังทำอะไร คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นมาพร้อมการพิจารณา:
1) ช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา, ชีวิตของเรายิ่งหันเข้าสู่ความเป็นอาหรับในชุมชนมุสลิมมากขึ้น ภายในเดือนธันวาคมปีนั้น เราใช้เวลาถึง 3 ใน 4 กับชาวอาหรับมุสลิม
2) จากที่เคยศึกษาในวิทยาลัยศาสนาและการฝึกหัดเป็นมิชชันนารี, ผมรู้ว่าไบเบิลมีการสังคายนามาอย่างไรบ้าง (รู้ด้วยว่าเมื่อไร, ที่ไหน, และทำไม) ผมไม่เชื่อในหลักตรีเอกานุภาพ และก็ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้าหรือเป็นพระเจ้าซะเอง หรือพูดง่ายๆ ว่า, ผมเชื่อในพระเจ้า, แต่ก็เชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงหนึ่ง เช่นเดียวกับที่เพื่อนชาวมุสลิมของผมเชื่อ
3) ด้านความรู้สึกส่วนตัวเรื่องคุณธรรมและคุณค่าทางศีลธรรมแล้ว ผมใกล้ชิดกับเพื่อนๆ ชาวมุสลิมมากกว่าสังคมชาวคริสต์รอบตัว
ทุกอย่างเริ่มขมวดเกลียวเข้ามาจนเหลือเป็นด้ายเพียงเส้นเดียว ทั้งเรื่องม้าอาหรับ, การเลี้ยงดูในวัยเด็ก, การกระโจนเข้าสู่การเป็นมิชชันนารีคริสต์และการศึกษาด้านเทววิทยาของผม, ความโหยหาสังคมที่มีคุณธรรม, และการได้สัมผัสกับสังคมมุสลิม ผมมีคำถามกับตัวเองในท้ายที่สุดว่าอะไรที่แยกความเชื่อของผมออกจากความเชื่อ ของเพื่อนชาวมุสลิม ผมคิดว่าผมควรตั้งคำถามกับจามาลหรือไม่ก็คอลิด, แต่รู้สึกยังไม่พร้อมจะเข้าไปสู่ขั้นตอนนั้น ผมไม่เคยถกเรื่องศาสนาคริสต์ของผมกับพวกเขา, ผมไม่คิดว่าผมต้องการนำหัวข้อนั้นเข้ามาสู่การคบหากันของเรา ผมเลยกวาดหนังสือเกี่ยวกับอิสลามจากชั้นวางหนังสือซึ่งผมได้มาตั้งแต่สมัย เรียนในวิทยาลัยศาสนา แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของผมก็ช่างห่างไกลจากที่สอนกันในโบสถ์, ผมเลยหันไปหางานเขียนของนักปราชญ์ในโลกตะวันตก ในเดือนธันวาคมนั่นเอง, ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับอิสลามที่เขียนโดยนักวิชาการตะวันตก, รวมทั้งเล่มที่เขียนเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ซ.ล.) ต่อ มา ผมก็อ่านอัล-กุรอานฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษสองฉบับ ผมไม่เคยพูดกับเพื่อนชาวมุสลิมเรื่องที่ผมใจจดใจจ่อกับการศึกษาคำสอนในอิส ลามเลย ผมไม่เคยเอ่ยว่าผมอ่านหนังสือประเภทใด หรือบอกว่าทำไมผมถึงอ่านหนังสือเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ผมก็เคยตั้งคำถามพวกเขาบ้างในบางโอกาส
แม้ ผมไม่เคยคุยเรื่องหนังสือเหล่านั้นกับเพื่อนๆ ชาวมุสลิม ผมกับภรรยากลับชอบพูดคุยกันเองเรื่องหนังสือที่ผมอ่าน จวบจนกระทั่งสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ปี 1992 ผมก็ต้องบอกตัวเองแล้วว่า ผมไม่อาจหาข้อแตกต่างระหว่างความเชื่อทางศาสนาของผมกับความเชื่อพื้นฐานของ อิสลามได้เลย ในขณะที่ผมเองพร้อมที่จะยอมรับว่านบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) เป็นศาสนฑูตของพระเจ้า และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระเจ้า/อัล ลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ผมก็ยังลังเลที่จะตัดสินใจ ผมยอมรับกับตัวเองว่าความเชื่อของผมสอดคล้องกับคำสอนของศาสนาอิสลามมากกว่า คำสอนของศาสนาคริสต์ที่มีศาสนจักรเป็นผู้กำหนด ผมรู้ดีว่าผมสามารถใช้วิชาความรู้ที่เรียนจากวิทยาลัยศาสนาคริสต์มายืนยัน ความเชื่อของอิสลามเกี่ยวกับศาสนาคริสต์, ไบเบิล, พระเยซู (ซ.ล.) แต่กระนั้นก็ตาม ผมก็ยังลังเล ต่อมาผมให้เหตุผลในการลังเลว่า เพราะไม่รู้รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับอิสลาม, คือผมเห็นด้วยกับหลักความเชื่อใหญ่ๆ ของอิสลามเท่านั้น ไม่รู้เรื่องปลีกย่อย ดังนั้นผมใช้เวลาอ่านหนังสือต่อไป, จากนั้นก็อ่านซ้ำอีก
ความเคยชินเก่าๆ
ความรู้สึกตัวตนของคนๆ หนึ่ง, ว่าตัวเองเป็นใคร, เป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นถึงสถานะของคนๆ นั้นบนโลกใบนี้ ในอาชีพของผม, ผมเคยบำบัดผู้ป่วยหลายๆ ประเภททั้งพวกติดบุหรี่, ติดเหล้า, ติดยาเสพติด ในฐานะที่เป็นนักบำบัด, ผมรู้ว่าจะเลิกอาการติดต่างๆ เหล่านี้ได้ก็ต้องบังคับใจตัวเองให้ได้ก่อน นั่นเป็นขั้นตอนง่ายๆ ในการรักษา มาร์ค ทเวน เคยบอกว่า: "เลิกบุหรี่นะเรอะ...ง่ายมาก; ผมเลิกมาเป็นร้อยครั้งแล้ว" ผมก็รู้ว่าการเลิกอย่างถาวรนั้นต้องใช้เวลาในการบำบัดนานทีเดียว ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเองว่าจะจัดประเภทตัวเองยังไง เช่น บางคน
บอกว่าตัวเองเป็น "สิงห์อมควัน" หรือบางคนเป็น "นักดื่ม" เหล่านี้เป็นต้น การเปลี่ยนความเป็นตัวตนของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญ และการเปลี่ยนความเป็นตัวตนของคนใดคนหนึ่งเป็นงานที่หินที่สุด เพราะคนเรามักยึดติดอยู่กับความเคยชินเก่าๆ ซึ่งสะดวกสบายและปลอดภัยกว่าสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ในแง่ของอาชีพ, ผมรู้เรื่องเหล่านี้ดีและก็ใช้มันอยู่ทุกวัน อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะนำมาปรับใช้กับตัวเอง และกับเรื่องที่ผมลังเลกับตัวตนทางศาสนาของผม เป็นเวลาถึง 43 ปีเต็มที่ผมประทับตราความเป็น "ชาวคริสต์" การยกเลิกตราประทับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ระหว่างลังเลผมยังเป็นชาวคริสต์, แต่เป็นชาวคริสต์ที่เชื่อแบบเดียวกับที่ชาวมุสลิมเชื่อ
ตอน นี้ใกล้สิ้นเดือนธันวาคมแล้ว ผมและภรรยากรอกข้อความลงในพาสปอร์ตเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวที่ตะวันออกกลาง ตรงช่องศาสนา ผมกรอกลงไปด้วยความเคยชินว่า "ชาวคริสต์" ง่าย, คุ้นเคย, และสะดวก
อย่างไรก็ตาม ที่ว่าง่ายๆ นั้นผมกลับถูกทำให้สับสนด้วยคำถามของภรรยา เธอถามว่าผมกรอกช่องศาสนาว่าอย่างไร ผมตอบทันทีเลยว่า "ชาวคริสต์" และหัวเราะหึๆ กับตัวเอง ผมหัวเราะ! ผมเครียดอะไรกันหรือถึงต้องบรรเทาด้วยการหัวเราะออกมา?
จากนั้นผมรีบบอกภรรยาว่า ผมเป็นชาวคริสต์นะ, มิใช่มุสลิม เมื่อได้ฟังแล้วเธอกลับตอบมาอย่างสุภาพว่า เธอหมายความว่าจะให้กรอกว่าเราน่ะเป็น "ชาวคริสต์", หรือ "โปรแตสแตนท์", หรือ "เมธธะดิสท์" ต่างหากล่ะ ภรรยาผมมิได้กล่าวขึ้นมาว่า "คุณเป็นมุสลิม" สักหน่อย ความรู้สึกดังกล่าวมาจากจิตใต้สำนึกของผมเอง ผมตระหนักเรื่องนี้ดี, แต่ก็ยังลังเล ตราประทับเรื่องศาสนาที่อยู่กับผมมาตลอด 43 ปีนั้นไม่อาจขจัดออกไปได้ง่ายๆ
หนึ่ง เดือนผ่านไปหลังจากภรรยาตั้งคำถามกับผม ตอนนี้ก็ปลายเดือนมกราคม 1993 แล้ว ผมก็ยังคงอ่านหนังสือเกี่ยวกับอิสลามที่เขียนโดยนักวิชาการตะวันตก ผมอ่านอย่างละเอียด อัล-กุรอานฉบับแปลสองฉบับถูกนำกลับมาวางบนชั้นหนังสือ ในขณะที่ผมกำลังง่วนอยู่กับการอ่านอัล-กุรอานแปลฉบับที่สาม บางทีฉบับนี้ผมอาจเจออะไรที่มีเหตุผลพอที่จะ...
ผม กำลังนั่งรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารของชาวอาหรับมุสลิมที่พักนี้ผมไป ถี่มากๆ ผมเข้าไปในร้านตามปกติ นั่งที่โต๊ะเล็กๆ เปิดอัล-กุรอานแปลฉบับที่สามขึ้นมาอ่านต่อ ผมว่าน่าจะอ่านจบหลังรับประทานอาหารเที่ยง ต่อมาผมรู้สึกว่ามะห์มูดมายืนอยู่ตรงไหล่ รอรับออร์เดอร์ เขาชำเลืองดูว่าผมอ่านหนังสืออะไร, แต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมา ผมสั่งอาหาร, แล้วกลับไปใจจดใจจ่อกับหนังสืออีก
ไม่กี่นาทีถัดมา 'อิมาน' ชาวอเมริกันมุสลิมซึ่งเป็นภรรยาของมะห์มูด เธอสวมฮิญาบและแต่งกายปกปิดมิดชิด นำอาหารมาเสิร์ฟ เธอบอกว่าเห็นผมนั่งอ่านอัล-กุรอาน, และถามว่าผมเป็นมุสลิมหรือเปล่า ผมตะโกนออกมาทันทีว่า "เปล่า!" เจอลูกนี้เข้า อิมานรีบเดินหนีไปเลย
เกิดอะไรขึ้นกับผมหรือนี่? ผมทำกิริยาหยาบคายแบบนี้ได้ไง สตรีผู้นี้ทำผิดอะไรหรือถึงต้องเจอกับกิริยาแบบนี้จากผม? ผมถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เป็นคนสุภาพมาตั้งแต่เด็ก ผมวางหนังสือลงเพื่อก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร แต่รู้สึกผิดตลอดเวลา ผมรู้ว่าเดี๋ยวอิมานต้องเอาบิลค่าอาหารมาให้ ผมคงต้องเคลียร์หน่อย
ต่อมา ผมพยายามขอโทษอิมานโดยบอกว่า: "ผม เกรงว่าตะกี้ผมคงรีบตอบเกินไป แต่หากคุณถามว่า ผมเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวใช่หรือไม่ คำตอบของผมก็คือใช่ หากคุณถามว่าผมเชื่อว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตคนหนึ่งของพระเจ้าใช่หรือไม่ คำตอบของผมก็คือใช่อีกเหมือนกัน" เธอสุภาพมากและให้กำลังใจสุดๆ : "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางคนอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจนานกว่าคนอื่น"
ความจริงแล้วผมเพิ่งกล่าวชาฮาดาฮ์ไป ประโยคที่ว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ, และมุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตของพระองค์" แต่แม้จะพูดแบบนั้นไปแล้ว ผมก็ยังติดอยู่กับความเคยชินเก่าๆ ที่ประทับตราว่าผมเป็นชาวคริสต์ เหนืออื่นใดก็คือ, ผมมิได้พูดว่าผมเป็นมุสลิม ผมยังคงเป็นชาวคริสต์, แม้เป็นชาวคริสต์ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว, ไม่เชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ (ว่าพระเจ้าประกอบด้วยพระบิดา พระบุตร และพระจิต), และพร้อมจะบอกว่ามุฮัมมัดเป็นหนึ่งในศาสนฑูตที่ได้รับโองการจากพระเจ้าองค์ เดียวนั้น หากมุสลิมคนใดจะรับว่าผมเป็นมุสลิมก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น, แต่นั่นไม่ใช่ผมแน่ ผมว่าผมหาทางออกสำหรับวิกฤตภายในจิตใจเรื่องตัวตนทางศาสนาของผมได้แล้ว ผมเป็นชาวคริสต์, ผู้ซึ่งอธิบายอย่างระมัดระวังว่าผมเห็นด้วย, และพร้อมจะรับรอง, การปฏิญานตนตามความเชื่อของอิสลาม ผมอธิบายแบบนี้แหละ, ใครจะคิดไงก็ช่าง.
เล่นลิ้นกับคำว่าเป็นมุสลิม
ตอน นี้เดือนมีนาคม 1993 แล้ว ผมและภรรยากำลังสนุกสนานเต็มที่กับการท่องเที่ยว 5 สัปดาห์ในตะวันออกกลาง ช่วงนั้นเป็นช่วงเดือนรอมดอน ถือศีลอดของชาวมุสลิม เนื่องจากเราคุ้นเคยกับประเพณีมุสลิมมาตั้งแต่ในสหรัฐฯ แล้ว ผมและภรรยาเลยตัดสินใจว่าเราจะถือศีลอดด้วย เหตุผลเพียงเพื่อให้เข้ากับประเพณีท้องถิ่นในตะวันออกกลางเท่านั้น และช่วงนี้ผมยังเริ่มละหมาด 5 เวลากับเพื่อนใหม่ของผมในตะวันออกกลางด้วย คือการละหมาดของมุสลิมเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าดีทีเดียว เพราะเราต้องกราบไหว้พระผู้เป็นเจ้าทุกวัน
ผมเป็นชาวคริสต์, คือพูดงั้นก็ได้เพราะผมเกิดมาในครอบครัวชาวคริสต์ ถูกเลี้ยงดูมาแบบชาวคริสต์ เข้าโบสถ์ตั้งแต่ตัวน้อยๆ เรียนโรงเรียนศาสนาวันอาทิตย์ จบการศึกษาจากวิทยาลัยศาสนาชื่อดังคับประเทศ และเป็นมิชชันนารีในนิกายสำคัญของโปรแตสแตนท์ อย่างไรก็ตาม ผมก็เป็นชาวคริสต์ที่ไม่เชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ หรือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า; ผมเป็นชาวคริสต์ผู้ซึ่งรู้ว่าไบเบิลถูกสังคายนามาหลายรอบ; ผมเป็นชาวคริสต์ผู้ซึ่งปฏิญาณตนต่อศรัทธาความเชื่อของอิสลาม; ผู้ซึ่งถือศีลอดช่วงเดือนรอมดอน; ผู้ซึ่งละหมาดวันละ 5 เวลา; ผู้ซึ่งประทับใจอย่างสุดซึ้งในวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมมุสลิม, ทั้งในสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง หากจะถามว่าผมเป็นมุสลิมหรือไม่, ผมจะเล่นลิ้นด้วยประโยคที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดสัก 5 นาทีก่อนจะปล่อยคำถามให้คาไว้อย่างนั้นแหละ ผมกำลังเล่นเกมกับคำพูดอย่างประสบความสำเร็จทีเดียว
ช่วงปลายของการท่องตะวันออกกลางของเรา ผมและเพื่อนผู้อาวุโสของผมที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เดินมาตามถนนสายเล็กๆ ขรุขระในกรุงอัมมัน, ประเทศจอร์แดน และแล้วก็มีชายแก่คนนึงเดินผ่านมาให้สลามเรา 'อัสลามุอลัยกุม' (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) แล้วจับมือ ตอนนั้นมีเราเพียงสามคนเท่านั้น ผมพูดภาษาอารบิกไม่ได้ เพื่อนผมก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ชายแปลกหน้าคนนั้นมองมาที่ผม แล้วถามว่า 'มุสลิมหรือเปล่า?'
วินาที นั้นผมถูกตรึงแน่นกับที่ คือตอนนี้จะเล่นเกมกับคำพูดแบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้วเพราะผมพูดภาษาอังกฤษเท่า นั้น ส่วนอีกสองคนสื่อสารภาษาอารบิกได้เพียงภาษาเดียว ตอนนี้ไม่มีล่ามมาเป็นตัวช่วย เพื่อนำผมออกจากสถานการณ์คับขันนี้ได้เลย ผมจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจคำถามไม่ได้เลย เพราะมันโจ่งแจ้งซะเหลือเกิน ทางเลือกของผมก็คือ, เหลือจะเดาได้, ผมเหลือคำตอบเพียงสองคำเท่านั้น: คือ "นะ'อัม" (ใช่) หรือไม่ก็ "ลา" (ไม่ใช่), อยู่ที่ผมจะเลือกแล้ว, ไม่มีทางอื่น, ผมต้องเลือก, และต้องเลือกเดี๋ยวนี้; ง่ายๆ งี้แหละ, มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผมตอบว่า "นะ'อัม"
เมื่อ พูดคำนั้นออกไป ผมก็เลิกเล่นลิ้นกับเรื่องนี้ตลอดไป รวมทั้งเกมจิตวิทยาเกี่ยวกับศรัทธาในศาสนาของผม ผมมิใช่คนแปลกที่เรียกตัวเองว่า "ชาวคริสต์ผิดแบบ" (atypical Christian) อีกต่อไป, ผมเป็นมุสลิม, มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์, ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากมาถึง 33 ปีของผมก็รับอิสลามในตอนนั้นเช่นเดียวกัน
จ่ายน้อยเพื่อ "สินค้า" ที่ประมาณค่ามิได้
เพียง ไม่กี่เดือนหลังเรากลับจากตะวันออกกลาง มีเพื่อนบ้านเชิญเราไปที่บ้าน บอกว่าอยากคุยกับเราเรื่องที่เราเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม เขาเป็นมิชชันนารีเมธธะดิสท์ที่เกษียณแล้ว ก่อนหน้านี้ผมเคยคุยกับเขาบ่อย แม้บางครั้งเราจะเคยคุยกันเรื่องการสังคายนาไบเบิล แต่เราก็ไม่เคยลงลึกถึงรายละเอียด ผมรู้ว่าเขาได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยศาสนาและมีความรู้ดีทีเดียว เขาร้องเพลงในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
ปฏิกิริยาแรกของผมตอนได้รับคำเชิญก็คือ, "โอ้, โอ้, มาแล้ว" กระนั้นก็ตาม, เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องเต็มใจให้ความรู้เรื่องอิสลามกับผู้อื่น เมื่อคิดแบบนี้แล้ว, ผมก็รับคำเชิญไปบ้านเขาในเย็นวันถัดมา และก็ใช้เวลาทั้งวันก่อนเจอเขาครุ่นคิดว่าจะตอบคำถามเพื่อนคนนี้อย่างไร เมื่อถึงเวลานัดหมาย, ผมขับรถไปที่บ้านเขา หลังพูดคุยกันเล็กน้อย, เขาก็ถามว่าทำไมผมเปลี่ยนไปรับอิสลาม, ผมรอคำถามนี้อยู่แล้ว และตอบอย่างที่เตรียมมาอย่างดีว่า "คุณก็รู้ดีว่าตอนเรียนในวิทยาลัยศาสนา, มีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับศาสนามากมายที่นำไปสู่มติของสภาไนเซีย (Council of Nicaea)" เขาตัดบทคำพูดผมทันทีด้วยประโยคง่ายๆ "ในที่สุดคุณก็กลืนพระเจ้าหลายองค์ลงไปไม่ไหวอีกแล้วใช่ไหม?" เขารู้ดีทีเดียวว่าทำไมผมถึงหันไปรับอิสลาม และยังเห็นด้วยกับการตัดสินใจของผม! ส่วนตัวเขาเอง, ด้วยวัยและสถานภาพที่เป็นอยู่, เขาเลือกที่จะเป็น "ชาวคริสต์ผิดแบบ", ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์, ตอนนี้เขาได้เดินทางจากไม้กางเขนสู่จันทร์เสี้ยวแล้ว
เราต้องเสียสละหลายอย่างทีเดียวในการเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมในอเมริกา จะว่าไปแล้ว, การเป็นมุสลิมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ เราต่างก็ต้องเสียสละกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามมุสลิมในอเมริกาอาจต้องเสียสละอย่างใหญ่หลวง, โดยเฉพาะมุสลิมที่เพิ่งเปลี่ยนศาสนามา ซึ่งความจริงแล้วก็คาดเดาได้, ทั้งต้องเปลี่ยนแปลงการแต่งกาย, เลิกดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอล์, เลิกรับประทานเนื้อหมู, และก็ต้องเลิกคิดแต่จะเอาเปรียบตักตวงเงินจากกระเป๋าคนอื่น แต่การเสียสละบางอย่างก็คาดไม่ถึง เช่น ชาวคริสต์ครอบครัวหนึ่งซึ่งสนิทสนมกับครอบครัวผมมากบอกกับเราว่า เขาจะไม่สุงสิงกับเราอีกแล้วและเขาจะไม่คบกับ "ผู้ใดก็ตามที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า" ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ มีจำนวนน้อยมากที่มีปฏิกิริยาต่อการหันไปเป็นมุสลิมของผม แต่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นการบังเอิญหรือเปล่านะ, อาชีพการเป็นที่ปรึกษาของผมดิ่งเหวลงทันที, รายได้ผมหายไป 30%
สำหรับผู้ที่กำลังครุ่นคิดว่าจะรับอิสลามและยอมจำนนต่ออัลลอฮ (ซ.บ.) - บอกได้เลยว่าคุณต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่างแน่นอน การเสียสละเหล่านี้คาดเดาได้ง่าย, แต่ก็มีบ้างที่ทำให้คุณประหลาดใจและคาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม อย่าไปเดือดร้อนมากมายกับการสูญเสียเหล่านี้, เพราะมันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่คุณได้รับ
ด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า, คุณจะพบว่าคุณต้องเสียสละเพียงน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของ "สินค้า" ที่คุณกำลังซื้อ.
...........................................................................................................................................................................
ดร.เดิร์กส์เป็นอดีตมิชชันนารีของโบสถ์ยูไนเต็ดเมธธะดิสท์ (United
ชื่อมุสลิมของดร.เดิร์กส์คือ อบู ยาฮ์ยา ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ให้กับ Daily Muslims (The Voice of Muslim America) เว็บไซต์ http://www.muslimsweekly.com/
แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 618 ครั้ง





ความเห็นล่าสุด
8 weeks 6 hours ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
36 weeks 4 days ก่อน
42 weeks 3 days ก่อน
47 weeks 4 days ก่อน
48 weeks 2 days ก่อน
1 ปี 4 weeks ก่อน