การเดินทางเพื่อค้นหาอัลฮะดีษ
เขียนโดย jihad เมื่อ 26 มิถุนายน, 2009 - 10:57.ประวัติ ศาสตร์ของมนุษยชาติได้บันทึกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของอิสลาม หลังจากการจากไปของท่านรอซูลุลลอฮฺ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับชนชาติใด หรือศาสนิกใดมาก่อน ปรากฏการณ์ดังกล่าวคือ ปรากฏการณ์ของนักรายงานฮะดีษที่หลั่งไหลมาจากหัวเมืองต่างๆจากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือสืบหาฮะดีษของท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัล ลัม)จากปากของนักจำ และจากนักบันทึกฮะดีษที่กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ นักรายงานเหล่านี้มีความจำเป็นเลิศ มีความรับผิดชอบและความอดทนสูง และมีการทำงานอย่างเป็นระบบและจริงจัง แต่ที่สำคัญคือ มีความบริสุทธิ์ใจ (อิคล๊าศ) ในการทำงานเพื่ออิสลาม พวกเขาไม่ต้องการชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเงินตรา สิ่งที่พวกเขาต้องการคือปกปักษ์รักษาฮะดีษของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ ซัลลัมให้อยู่ในสภาพเดิม และให้ปลอดภัยจากการอุปโลกน์ การแอบอ้าง และการเสกสรรปั้นแต่งของผู้ไม่ปรารถนาดี
ประวัติความเป็นมาของการเดินทางเพื่อสืบหาฮะดีษ
การเดินทางเพื่อสืบหาฮะดีษเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยท่านรอซูล โดยมีชนเผ่าต่างๆจากคาบสมุทรอาหรับเดินทางเข้ามายังท่านรอซูลุลลอฮฺ ณ นครมะดีนะห์ เพื่อให้สัตยาบันต่อท่านในการเข้ารับอิสลาม และเพื่อศึกษาวะฮีย์จากท่านทั้งในรูปแบบอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ
ครั้นเมื่อท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียชีวิต บรรดาเหล่าซอฮาบะฮฺต่างก็ให้ความสนใจในการเดินทางเพื่อหาฮะดีษมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากอิสลามได้แผ่ขยายตามหัวเมืองต่างๆ และเหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺที่จดจำฮะดีษก็กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองเหล่านั้น
ตัวอย่างการเดินทางของซอฮาบะฮฺ คือท่าน ญาบิร อิบนิ อับดิลลาฮฺ (อยู่นครมะดีนะห์) ใช้เวลาหนึ่งเดือนในการเดินทางไปหาท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุนัยสฺ ณ เมืองชาม เพื่อฟังฮะดีษเพียงบทเดียวที่ไม่มีซอฮาบะฮฺท่านใดที่ยังจดจำได้ นอกจากท่าน
และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ ท่านอบูอัยยูบ อัลอันซอรีย์ (อยู่ ณ นครมะดีนะฮฺ) ได้เดินทางไปหาท่านอุกบะฮฺ อิบนิ อามิรที่อียิปต์ เพื่อฟังฮะดีษบทหนึ่งที่ไม่มีซอฮาบะฮฺท่านใดจดจำนอกจากท่าน และเดินทางกลับมายังนครมะดีนะฮฺทันทีหลังจากฟังฮะดีษเสร็จ
การเดินทางเพื่อค้นหาฮะดีษยังคงแพร่หลาย และได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงศตวรรษที่สอง (ยุคตาบีอีน) เนื่องจากตาบิอีนส่วนใหญ่จะได้รับฮะดีษจากศอฮาบะฮฺโดยตรง (โดยเฉพาะตาบีอีนรุ่นอาวุโส เนื่องจากมีโอกาสได้ร่วมสมัยกับซอฮาบะฮฺส่วนใหญ่) พวกเขาจึงต้องเดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆที่มีซอฮาบะฮฺอยู่เพื่อรับฟัง และรับฮะดีษจากบรรดา ซอฮาบะฮฺเหล่านั้น แม้ในหมู่ตาบีอีนด้วยกันตาบีอีนรุ่นหลังก็ยังเดินทางเพื่อสืบหาฮะดีษจากตาบี อีนรุ่นแรก (อาวุโส) ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆเช่นเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่องในยุคสมัยของตาบิอิตตาบิอีน (ศตวรรษที่3) และยุคต่อๆมา จนกล่าวได้ว่า นักรายงานฮะดีษทุกคนเป็นนักเดินทาง มีนักรายงานฮะดีษจำนวนน้อยมากที่ไม่เคยเดินทางออกจากบ้านเกิดของตน
สาเหตุสำคัญของการเดินทางหาฮะดีษ
ในยุคซอฮาบะฮฺนั้นปรากฏว่าบรรดาซอฮาบะฮฺ จะเดินทางหาฮะดีษด้วยสาเหตุสองประการคือ :
1. เพื่อฟังฮะดีษที่ตนเองมิได้รับฟังมาจากท่านรอซูล
2. เพื่อ หาความมั่นใจในฮะดีษที่ตนเองจดจำจากท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และไม่มีคนอื่นจดจำในเมืองของเขา เขาจึงต้องเดินทางไปหาผู้จดจำฮะดีษนั้นๆตามหัวเมืองต่างๆเพื่อแน่ใจในฮะดีษ
สำหรับในยุคตาบีอีนนั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาบีอีนต้องออกเดินทางหาฮะดีษก็เนื่องจากบรรดาซอฮาบะ ฮฺอยู่กระจัดกระจายตามหัวเมืองต่างๆ จึงจำเป็นต้องไปหาซอฮาบะฮฺเหล่านั้นเพื่อรับฟังฮะดีษจากปากของพวกเขา
ดังรายงานท่านอบุลอาลียะฮฺ เล่าว่า พวกเราชาวบัศเราะห์ (เมืองหนึ่งในประเทศอิรัก)ได้ยิน ได้ฟังรายงานต่างๆ ที่เล่ามาจากบรรดาซอฮาบะฮฺ พวกเรายังไม่พอใจจนกว่า จะได้ขี่ยานพาหนะไปยังนครมะดีนะฮฺเพื่อฟัง รายงานเหล่านั้นจากปากของศอฮาบะฮฺเอง
อย่างไรก็ตาม มีสาเหตุสำคัญบางสาเหตุเกิดขึ้นหลังจากสองยุคดังกล่าวผ่านไป เช่น
1) เกิดการปลอมแปลงฮะดีษโดยฝีมือของกลุ่มเบี่ยงเบนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มรอวาฟิฎ (ชีอะฮฺ) กลุ่มคอวาริจญฺ กลุ่มมุรญิอะฮฺ และกลุ่มญะฮฺมียะฮฺ มีการแอบอ้างฮะดีษต่างๆเพื่อใช้เป็นสื่อเรียกร้องให้ผู้คนศรัทธาและเชื่อถือ หลักการและแนวคิดของตน เมื่อเป็นเช่นนั้น นักรายงานฮะดีษในยุคต่อมาจึงกระตือรือร้นในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของฮะดี ษด้วยการเดินทางเพื่อหาสายสืบที่ถูกต้อง
2) การ สืบหาสายสืบที่ “อาลี” เรียกในวิชาฮะดีษว่า นาซิล หรือ อิสนาด หมายถึงสายสืบที่มีจำนวนผู้รายงานน้อย เมื่อเทียบกับอีกสายสืบหนึ่งที่รายงานฮะดีษบทเดียวกัน
กล่าวคือ นักรายงานฮะดีษในยุคนี้จะพยายามค้นหาสายสืบฮะดีษที่ อาลี ไม่ว่าสายนั้นจะอยู่กับใคร และอยู่ที่ใด เนื่องจากนักฮะดีษมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าฮะดีษที่มีสายสืบอาลี มีความเชื่อถือมากกว่า ฮะดีษที่มีสายสืบไม่อาลี ด้วยเหตุผลว่าผู้รายงานที่น้อยความผิดพลาดย่อมน้อยเป็นเงาตามตัว
ท่านอิมามอะหฺหมัด อิบนิ ฮัมบัล ได้กล่าวไว้ว่า
“การแสวงหาอิสนาดที่อาลี นั้นเป็นวิถีที่ได้มาจากคนรุ่นก่อน (สลัฟ)”
3) การ รวบรวมสายสืบหลายๆสายของฮะดีษบทเดียว กล่าวคือ นักรายงานฮะดีษในยุคนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะตัวบทฮะดีษเพียงอย่างเดียว แต่ได้ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการรวบรวมสายสืบของตัวบทฮะดีษ คนเหล่านี้ต้องเดินทางยังหัวเมืองต่างๆด้วยความยากลำบากเพื่อให้ได้มาเพื่อ สายสืบใหม่ๆของฮะดีษ เนื่องจากสายสืบต่างๆนั้นจะเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ ว่าอยู่ในสถานะที่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่ อย่างไร (สายสืบดังกล่าว หากสืบถึงซอฮาบะฮฺคนเดียวกันเรียกว่า มุตาบิอฺ แต่หากสืบถึงซอฮาบะฮฺหลายท่าน เรียกว่า ชาฮิด)
ตัวอย่างที่โดดเด่นของนักรายงานในกลุ่มนี้คือ ท่านอิมามอะหฺหมัด อิบนิ ฮัมบัล (241 ฮ.ศ.) ท่านอิสหาก อิบนิ รอหะวัยฮฺ (238 ฮ.ศ.) ท่านอะลีย์ อิบนุลมาดีนีย์ ( 234 ฮ.ศ.) ท่านยะหฺยา อิบนิ มะอีน( 233 ฮ.ศ.) ท่านอิมามอัลบุคอรีย์ ( 256 ฮ.ศ.) ท่านอิมามมุสลิม (261 ฮ.ศ.) ท่านอบูซุรอะฮฺ (327 ฮ.ศ.) และท่านอบูฮาติม (277 ฮ.ศ.) และท่านอื่นๆอีกมากมาย
แรงจูงใจในการเดินทางหาฮะดีษ
นักรายงานฮะดีษเหล่านี้ มีแรงจูงใจเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ จิตสำนึกอันสูงส่งในความรับผิดชอบต่อการปกปักษ์รักษาบทบัญญัติของอิสลาม ทั้งในรูปของอัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺ และต่อการเผยแผ่บทบัญญัติอิสลามยังมวลประชาชาติดังที่ท่านรอซูลุลลอฮฺเคยเผย แผ่ ผลงานอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาเกิดขึ้นจากความศรัทธาอันแรงกล้า และความปรารถนาที่จะสนองตอบคำประกาศของท่านรอซูลุลลอฮฺ ในหลายฮะดีษ อาทิเช่น
1. ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
بلغوا عنى ولو آية وحدثواعن بنى أسرائيل ولاحرج
“ท่าน ทั้งหลายจงเผยแผ่จากฉัน แม้เพียงหนึ่งอายะฮฺ (เพียงเล็กน้อย) และจงรายงาน(เล่าเรื่องราวต่างๆ) จากบนีอิสรออีลโดยไม่ต้องกังวลใดๆ” บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์
2. ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
نضرالله امرءا سمع مقالتي ووعاها فأداها كما سمعها فَرُبَّ مبلغ أوعى من سامع
“ขอ อัลลอฮฺได้ทรงประทานความสุขสดชื่น และความสวยงามแก่บุคคลหนึ่งที่เขาได้ยินคำพูดของฉัน เขามีความเข้าใจ แล้วเขาก็นำไปรายงานต่อ (ยังผู้อื่น) เหมือนกับที่ได้ยินมา บ่อยครั้งที่ผู้รับรายงานมีความเข้าใจดีกว่าผู้(ให้รายงาน) ที่ได้ยินมาเอง” บันทึกโดยอบูดาวู๊ด และอัตติรมิซีย์
3. ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กำชับเตือนโทษอันมหันต์ของการแอบอ้าง หรืออุปโลกน์ ฮะดีษในหลายรายงานเช่น :
1. ฮะดีษที่บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ในหนังสือซอเฮียะฮฺ หมายเลขฮะดีษ 107
من كذب علي متعمدا فليتبوأ مقعده من النار
“ผู้ใดโกหกต่อฉัน (หมายถึงนำชื่อฉันไปแอบอ้าง) เขาจงเตรียมที่นั่งของเขาในไฟนรก”
2. ฮะดีษที่บันทึกโดยอิมามมุสลิมในคำนำของหนังสือซอเฮียะฮฺ ฮะดีษหมายเลข 5
كفى بالمرء كذبا أن يحدث بكل ما سمع
“เป็นการโกหกพอแล้วที่คนๆหนึ่งเล่า ( รายงาน) ทุกสิ่งที่ได้ฟังมา (โดยไม่จำแนก)”
3. ฮะดีษที่บันทึกโดยอิมามมุสลิมในคำนำของหนังสือซอเฮียะฮฺ ฮะดีษหมายเลข 1
من حدث عني بحديث يرى أنه كذب فهو أحد الكاذبين
“ผู้ใดเล่า(รายงาน) ฮะดีษจากฉัน ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นเรื่องโกหก เขาก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้โกหก”
จากคำสั่งของท่านรอซูลข้างต้น ทำให้นักรายงานฮะดีษมีความกระตือรือร้นในการถ่ายทอด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขาระมัดระวังต่อสิ่งที่ถ่ายทอด นักรายงานฮะดีษในยุคซอฮาบะฮฺ จึงพิถีพิถันในการรายงาน กล่าวคือจะไม่รายงานจนกว่าจะแน่ใจในความเที่ยงตรง และถูกต้องจากท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
ส่วนนักรายงานในยุคต่อมาได้วางระบบสายสืบ (อิสนาด) อย่างละเอียด และแยบยล พวกเขาจะไม่รายงานจนกว่าจะต้องมีสายสืบที่สามารถตรวจสอบความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น
ประโยชน์ที่ได้รับจากการเดินทางหาฮะดีษ
การเดินทางของนักรายงานฮะดีษเพื่อสืบหาฮะดีษได้ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ที่สำคัญนานัปการต่อวิชาการฮะดีษ เช่น
ประการที่หนึ่ง :
ทำให้ฮะดีษแพร่หลาย และทำให้สายรายงาน (อิสนาด) ของฮะดีษมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มจำนวนของสายรายงานนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาฮะดีษในหลายๆด้าน เช่น
ก. การ พิจารณาความเป็นมุตะวาติ้ร และอาห๊าด (ฮะดีษมุตะวาติ้รคือฮะดีษที่มีผู้รายงานเป็นจำนวนมาก รายงานสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่สติปัญญามิอาจยอมรับได้ว่า ผู้รายงานเหล่านั้นสมคบกันรายงานเท็จ ส่วนฮะดีษอาห๊าดคือ ฮะดีษที่ไม่ถึงระดับมุตะวาติ้ร)
ข. การ พิจารณาสายรายงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนสู่การเป็นฮะดีษซ่อฮี้ฮฺลิฆอยริฮี [ คือฮะดีษ หะซันที่มีสายรายงานอื่นๆ (มีฐานะเดียวกันหรือเหนือกว่า) มาสนับสนุน] หรือฮะซันลิฆ้อยริฮี [ คือฮะดีษฎ่ออีฟ (ที่มิได้มีสาเหตุมาจากผู้รายงานเป็นฟาสิก : ทำบาปใหญ่ หรือสะสมบาปเล็กเป็นนิจ หรือเป็นผู้โกหก ) เมื่อมีสายรายงานอื่น ( ที่ฐานะเดียวกันหรือเหนือกว่า) มาสนับสนุน ]
ค. การ พิจารณาสำนวนของฮะดีษที่แตกต่างกันในแต่ละสายรายงาน เพื่อกำหนดส่วนที่เพิ่มเติม หรือส่วนที่แตกต่าง หรือขัดแย้งกันในแง่ของการนำมาใช้เป็นหลัก
ง. การ พิจารณาสำนวนของฮะดีษและลักษณะการนำสายสืบของสายรายงานที่แตกต่างกัน เพื่อกำหนดว่าสำนวนใดหรือสายรายงานใดมีอิลละฮฺ ( อิลละฮฺคือข้อบกพร่องที่ซ่อนเร้นในตัวบทหรือ สายรายงานของฮะดีษ มีผลกระทบต่อสถานภาพของฮะดีษโดยตรง และนักฮะดีษทั่วไปไม่อาจทราบ ยกเว้นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น)
ประการที่สอง :
ทำให้ได้รู้จักบรรดานักรายงานฮะดีษ และชีวประวัติของพวกเขาอย่างละเอียด ทั้งนี้เนื่องจากนักรายงานที่เดินทางตระเวนยังเมืองต่างๆเพื่อหาฮะดีษนั้น ต่างก็ได้พบเจอและรู้จักนักรายงานฮะดีษจำนวนมากทั้งที่เป็นชาวเมือง และที่เดินทางมาจากเมืองอื่นๆ นักรายงานเหล่านี้ นอกจากจะจดจำและบันทึกส่วนที่เกี่ยวข้องกับฮะดีษแล้ว พวกเขายังจดจำและบันทึกส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอีกด้วย ดังที่ท่าน ฮาฟิซ อัรรอมฮุรมุซีย์ ( 405 ฮ.ศ. ) ได้บักทึกรายชื่อของนักรายงานฮะดีษที่เดินทางยังเมืองต่างๆ โดยเรียบเรียงเป็นรุ่นๆ (ฏอบะเกาะฮฺ) ท่านได้กล่าวถึงนักรายงานที่เดินทางยังเมืองหลายเมือง และนักรายงานที่เดินทางยังเมืองเดียว หรือซีกเดียว
สำหรับเมืองต่างๆที่นักรายงานฮะดีษเดินทางไปเพื่อสืบหาฮะดีษคือ
1. มะดีนะฮฺ
2. มักกะฮฺ
3. กูฟะฮฺ ประเทศอิรัก
4. บัศเราะฮฺ ประเทศอิรัก
5. ญะซีเราะฮฺ เมืองต่างๆที่อยู่ในคาบสมุทรอาหรับ
6. ชาม หมายถึง จอร์แดน ซีเรีย และเลบานอนในปัจจุบัน
7. ยะมามะฮฺ อยู่ในแคว้นนัจดฺ ประเทศซาอุดิอารเบีย
8. เยเมน
9. มิศรฺ คือประเทศอียิปต์
10. มัรวฺ เมืองหนึ่งในประเทศตรุกมานิสตาน
11. ร็อย เมืองหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศอิหร่าน
12. บุคอรอ เมืองหนึ่งของประเทศอุซเบกิสถาน บ้านเกิดของท่านอิมามอัลบุคอรีย์
เมืองต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นศูนย์กลาง แห่งการแสวงหาความรู้ เนื่องจากมีเหล่านักปราชญ์ (อุละมาอฺ) มากมายพำนักอยู่ในเมืองเหล่านี้ และการรายงานฮะดีษก็ตื่นตัวอยู่ในเมืองเหล่านี้ทั้งสิ้น
ประการที่สาม :
การเดินทางของนักรายงานฮะดีษได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวและตื่นตัวในการรวบ รวมรายงานต่างๆ ไว้เป็นเล่ม เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่หนึ่งในยุคของบรรดาซอฮาบะฮฺ และตาบีอีนรุ่นอาวุโสในรูปแบบของศุฮุฟ และอัจซาอฺ
[ ศุฮุฟ : พหูพจน์ของคำว่า ศอฮีฟะฮฺ ในที่นี้หมายถึงวัสดุที่จารึกตัวบทของท่านนบี ฮัจซาอฺ : พหูพจน์ของคำว่า ญุซอฺ ในที่นี้หมายถึง วัสดุที่บันทึกฮะดีษของท่านนบีเฉพาะเรื่อง หรือเฉพาะของซอฮาบะฮฺคนใดคนหนึ่งๆ ]
ต่อมาได้พัฒนามาเป็นรูปแบบ มุศ็อนนะฟาต และมุวัฏเฏาะอาต [ มุศ็อนนะฟาต : หมายถึง เอกสารที่รวบรวมฮะดีษที่สืบถึงท่านนบี ( ฮะดีษมัรฟูอฺ ) ฮะดีษที่สืบถึงซอฮาบะฮฺ (ฮะดีษเมากูฟ) และฮะดีษที่สืบถึงตาบิอีน (อะดีษมักฎัวะอฺ ) ไว้ในเล่มเดียวกัน มีความหมายเดียวกันกับ มุวัฏเฏาะอาต]ในศตวรรษที่สองของยุคตาบิอีน และตาบิอิตตาบิอีนรุ่นอาวุโส เช่น มุศ็อนนัฟของท่านอับดุรร็อซซาก อัศศอนอานีย์ ( ฮ.ศ. 211 ) และอัลมุวัฏเฏาะอฺของอิมามมาลิก ( ฮ.ศ. 179 )
และได้พัฒนามาสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของฮะดีษในศตวรรษที่สาม ในรูปแบบของหนังสือมะสานีด [ มะสานีดในที่นี้หมายถึง เอกสารที่รวบรวม และเรียบเรียงฮะดีษตามชื่อซอฮาบะฮฺผู้รายงาน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องของฮะดีษ] เช่น มุสนัดของท่านอิมาม อะหฺหมัด ( 240 ฮ.ศ.) หนังสืออิศหาฮฺ [ ศิหาฮฺ ในที่นี้หมายถึง หนังสือที่ผู้แต่งรวบรวมเฉพาะฮะดีษที่ซ่อฮี้ฮฺ เท่านั้น ส่วนการเรียบเรียงนั้น จะเรียบเรียงตามบทต่างๆของวิชาฟิกฮฺ] เช่นอัลญาเมียะอฺ อัซซอฮี้ฮฺ ของท่านอิมามอัลบุคอรีย์ (256 ฮ.ศ.) และหนังสืออัสสุนัน [ อัสสุนัน ในที่นี้หมายถึง หนังสือที่รวบรวมฮะดีษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนใหญ่ในอิสลาม โดยเน้นเรื่องที่เกี่ยวกับอะฮฺกาม (ข้อบัญญัติ : ฮะลาล ฮะรอม) มีฮะดีษหลากหลายสถานภาพทั้งซอฮีฮฺ และไม่ซอฮีฮฺ ส่วนการเรียบเรียงนั้นจะเรียงตามบทของวิชาฟิกฮฺ ] เช่นสุนันของท่านอบูดาวูด (275 ฮ.ศ.) เป็นต้น
นอกเหนือจากนั้นแล้ว การเคลื่อนไหวและตื่นตัวยังครอบคลุมการรวบรวมอัตชีวประวัติของนักรายงานฮะดี ษไว้เป็นเล่มอีกด้วย ผลงานเหล่านี้มีหลากหลายประเภทเช่น
ก. หนังสือ มัอฺริฟะตุซซอฮาบะฮฺ ได้แก่ หนังสือรวบรวมชีวประวัติของซอฮาบะฮฺโดยเฉพาะ เช่นผลงานของท่านอบูอุบัยดะฮฺ มุอัมมัร อิบนุลมุษันนา ( 208 ฮ.ศ.) ผลงานของท่านยะอฺกู๊บ อิบนุ ซุฟยาน อัลฟิสวี่ย์ (233 ฮ.ศ.) และผลงานของอิมามบุคอรีย์ (256 ฮ.ศ.) เป็นต้น
ข. หนังสือฏอบากอต ได้แก่หนังสือรวบรวมชีวประวัติของซอฮาบะฮฺ ตาบิอีน ตาบีอิตตาบิอีน หรือบุคคลในยุคหลังจากนั้นโดยจัดเป็นรุ่นๆ เช่นผลงานของท่านอัลวากิดีย์ (207 ฮ.ศ.) ผลงานของท่านอิบนุสะอฺด (230 ฮ.ศ.) และผลงานของท่านคอลีฟะฮฺ อิบนุคอยยาต (240 ฮ.ศ.) เป็นต้น
ค. หนังสือ อัลญัรฮุ วัตตะอฺดีล ได้แก่ หนังสือรวบรวมชีวประวัติผู้รายงานฮะดีษพร้อมวิจารณ์สถานภาพทั้งด้านดี ( ความน่าเชื่อถือ ) และด้านเสีย( ความไม่น่าเชื่อถือ ) หนังสือกลุ่มนี้บางเล่มรวบรวมเฉพาะ ชีวประวัติผู้รายงานที่เชื่อถือได้ (ซิเกาะฮฺ) เช่นผลงานของท่านอาลี อิบนุลมะดีนีย์ (234 ฮ.ศ.)และผลงานของท่านอิบนุ ฮิบบาน (345 ฮ.ศ.)
บางเล่มรวบรวมเฉพาะชีวประวัติผู้รายงานที่อ่อน ( เชื่อถือไม่ได้ ) เช่นผลงานของท่านยะหฺยา อิบนุ มะอีน (233 ฮ.ศ.) และผลงานของท่านอบูฮาติม อัรรอซีย์ (277 ฮ.ศ.) และผลงานของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อะดีย์ อัลญุรญานีย์ ( 365ฮ.ศ.)
และบางเล่มรวมระหว่างผู้รายงานทั้งสองประเภท เช่นผลงานของท่านอะฮฺหมัด อิบนุฮัมบัล ( 241 ฮ.ศ.) ผลงานของท่านอันนะซาอีย์ (303 ฮ.ศ.) และผลงานของท่านอิบนิ อบีฮาติม อัรรอซีย์ ( 327 ฮ.ศ. ) เป็นต้น
เจ้าของผลงานเหล่านี้ได้รวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวประวัติผู้ รายงานฮะดีษ เช่น ชื่อ ทั้งชื่อจริงและชื่อกุนยะฮฺ ( คือชื่อเล่นที่ใช้คำนำหน้าว่า อบู สำหรับชาย และอุมมุ สำหรับผู้หญิง ) ชื่อบิดา ชื่อปู่ ชื่อตระกูล ชื่อเมืองที่เกิด ปีที่เกิด ปีที่เสียชีวิต ฉายาที่ได้รับ การศึกษา ( หมายถึงครูของแต่ละคน วิชาที่ได้เรียนจากครู หรือจำนวนฮะดีษที่ได้รายงานจากครู ) การเดินทาง ( หมายถึงเมืองต่างๆที่ได้เดินทางไปศึกษา และหาฮะดีษ ) ลูกศิษย์ ( หมายถึง ลูกศิษย์ที่ได้ถ่ายทอดฮะดีษให้โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือในการรายงาน โดยใช้ถ้อยคำเฉพาะที่นักฮะดีษบัญญัติขึ้นเพื่อสื่อถึงระดับต่างๆของความน่า เชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า การรวบรวมฮะดีษ (เป็นเล่ม) ทั้งในด้านตัวบท และชีวประวัติของผู้รายงานได้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน และโดยกลุ่มนักปราชญ์กลุ่มเดียวกัน นักปราชญ์กลุ่มนี้จึงสามารถปกปักษ์รักษาฮะดีษให้พ้นจากเงื้อมมือของกลุ่มผู้ ไม่ประสงค์ดีต่ออิสลามมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
บทสรุป
แม้ว่าปัจจุบันสังคมมนุษย์จะมีความก้าวหน้าทางด้านการสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี ด้านสารสนเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ยังแหล่งต่างๆ ยังคงมีความจำเป็นต่อไป การเดินทางของนักรายงานฮะดีษในอดีตได้บ่งบอกถึงวิธีวิทยาการในการค้นคว้าและ วิจัยที่ถูกต้อง กล่าวคือ การหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นปฐมภูมิ ( Primary Sources ) แต่เหนือสิ่งอืนใดคือ ได้บ่งบอกถึงสัจธรรมของอิสลามที่อัลลอฮฺประสงค์จะปกปักษ์รักษาของเหล่ากัลป์ ญาณชนมุสลิมในอดีต ( สะลัฟซอและฮฺ ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของซอฮาบะฮฺ ตาบิอีน และตาบิอิตตาบิอีน ขออัลลอฮฺได้ทรงพึงพอพระทัยพวกเขา และตอบแทนคุณงามความดีของพวกเขาด้วยสรวงสวรรค์ตลอดนิรันดร์กาล อามีน
โดย ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข
คัดลอกจาก www.islammore.com
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 1710 ครั้ง

ความเห็นล่าสุด
25 weeks 6 days ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 25 weeks ก่อน
1 ปี 36 weeks ก่อน
2 years 5 days ก่อน
2 years 5 days ก่อน
2 years 5 days ก่อน
2 years 5 days ก่อน
2 years 12 weeks ก่อน
2 years 18 weeks ก่อน