โมฮัมเหม็ด นุท เบิร์นสตรอม

ผม เกิดในสวีเดนเมื่อปี 1919 จบการศึกษาด้านกฎหมายและภาษาต่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานให้กับอาชีพนักการทูตสวีเดนอันยาวนานและทำให้ผมได้ไปประจำ ประเทศต่างๆ 8 ประเทศ (สเปน, ฝรั่งเศส, สหภาพโซเวียต, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, โคลัมเบีย, เวเนซูเอลา, และโมร็อคโค, โดยช่วงปี 1963-66 ผมเป็นทูตสวีเดนประจำเวเนซูเอลา, ปี 1973-76 เป็นทูตสวีเดนประจำสเปน, และปี 1976-83 เป็นทูตที่โมร็อคโค)

ปี 1970 ผมได้เข้าร่วมในการประชุมสหประชาชาติ (United Nations หรือ ยูเอ็น) ในฐานะตัวแทนของสวีเดน

ปี 1971 ผมเข้าร่วมประชุมอังก์ถัด (UNCTAD) ของสหประชาชาติที่ซานดิเอโก ในฐานะรองประธานของคณะตัวแทนสวีเดน ซึ่งมี กุนนาร์ แลงก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สวีเดนเป็นประธาน

ช่วง ปี 1966-70 ผมได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลสวีเดน เดนมาร์ก และนอรเวย์ ให้เป็นผู้แทนของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนในการเจรจาข้อตกลงเรื่องสิทธิการ บินกับสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่น

ผมเกษียณอายุการทำงานในปี 1983 และใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ประเทศโมร็อคโค ในเมืองริมฝั่งทะเลชื่อ อัล-อราชชิด (Al-Ara'ish หรือ ลาราเช Larache)

ในช่วงปีที่ผมทำงานในสเปนและบราซิล ผมมีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนจากประเทศเหล่านี้ในการแปลบทละครของ ออกัสต์ สตรินด์เบิร์ก (August Strindberg) นักเขียนชื่อดังชาวสวีดิชเป็นภาษาสแปนนิชและปอร์ตุกีช ได้แก่บทละครเรื่อง มิสจูลี่ (Miss Julie) และ เดอะสตรองเกอร์ (The Stronger)

หลัง รับอิสลามในปี 1986 ผมถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของผมที่จะต้องแปลคัมภีร์อัล-กุรอานเป็นภาษาสวีดิช สมัยใหม่ นอกจากมีภาษาอารบิกและคำแปลภาษาสวีดิชแล้ว หน้าซ้ายมือผมได้แปลคำอธิบายอัล-กุรอานหรือตัฟซีรกุรอานของ ลีโอโพลด์ ไวส์ (Leopold Weiss ค.ศ.1900-92) ชาวยิวในยูเครน ผู้กลายมาเป็นมุสลิมในชื่อ มุฮัมหมัด อะซัด (Muhammad Asad) ท่านเขียนตัฟซีรอัล-กุรอานได้อย่างวิเศษสุด (มุฮัมหมัด อะซัด เป็นมุสลิมใหม่ในโลกตะวันตกที่เป็นหนึ่งในสุดยอดนักเผยแพร่อิสลาม ท่านเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 1992 - ผู้แปล) ผม แปลหนังสือจากภาษาอังกฤษโดยได้รับการอนุญาตจากท่านแล้ว คัมภีร์อัล-กุรอานฉบับแปลภาษาสวีดิชของผมได้รับการตีพิมพ์ในเดือนธันวาคม 1998 ชื่อว่า Koranens budskap โดยสำนักพิมพ์ PROPRIUS ที่กรุงสตอกโฮล์ม ส่วนฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สองมีการปรับปรุงแก้ไขนิดหน่อยออกวางตลาดช่วงต้นปี 2001

ตอนนี้ผมกำลังแปลฮะดิษ ซอเฮียฮ (Sahih) ของ อิหม่ามมุสลิมอยู่ เพิ่งถึงบทเริ่มต้น อธิบายซุนนะฮ์ ซึ่งเป็นหลักของอิสลามรองมาจากอัล-กุรอาน ซุนนะฮ์เป็นจริยวัตรของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และความเห็นของท่านศาสนฑูตต่อคำถามและปัญหาที่สาวกเคยถามท่าน ทั้งจริยวัตรของท่านศาสนฑูต การบันทึก การแยกแยะ เป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดลออ เพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นเท็จและแปลกปลอมออกให้หมด ซุนนะฮ์เป็นกฎและหลักการในการประพฤติปฏิบัติของมุสลิมทุกคน ซึ่งฮะดิษ ซอเฮียฮ ของอิหม่ามมุสลิมเป็นหนึ่งในการรวบรวมจริยวัตรและความเห็นของท่านศาสนฑูตที่สำคัญที่สุด เรียกเป็นภาษาอารบิกว่า อัล-ฮะดิษ (ahadith) ซึ่งชื่อ ซอเฮียฮ ก็บอกแล้วว่าเป็น 'ของแท้'

เรา, คือทั้งผมและบรรณาธิการหนังสือ, กำลังวางแผนจะออกอัลกุรอานแปล Koranens budskap ของ ผมเป็นพ็อกเก็ตบุคปกบางด้วย ซึ่งในเล่มนี้จะไม่มีภาษาอารบิกต้นฉบับ แต่ยังมีตัฟซีรกุรอานของท่านมุฮัมมัดอะซัดอยู่ ซึ่งผมว่ามีประโยชน์มาก

อิสลาม...ศาสนาแห่งความเมตตาและการให้อภัย

(The Religion of pardon and mercy)

ผมได้เข้าสู่อิสลามอย่างไรและผมคิดอย่างไรกับศาสนาของผม

(How I came to embrace Islam and how I conceive my religion)

ผมลงนามประกาศรับอิสลาม 'ศาสนาแห่งความเมตตาและให้อภัย' ซึ่งผมได้ค้นพบหลังจากใช้ชีวิตอันยาวนานอย่างชาวคริสต์ (คาทอลิก)

ช่วงทศวรรษ 1960 ในการประชุมสภาคริสเตียนโลกแห่งวาติกัน II ที่จัดทุก 10 ปี ผมก็ได้ข้อสรุปว่าศาสนานี้ซึ่งบรรดาผู้นำศาสนาได้เลือกให้มีรูปแบบและ พิธีกรรมของลัทธิโบราณ บางอย่างมีอายุย้อนไปได้หลายพันปี วัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการทำให้คริสตจักรดู 'ทันสมัย' เท่า นั้น เพื่อทำให้คนรุ่นใหม่ประทับใจ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนามากขึ้น และเพื่อให้ศาสนาดูมีชีวิตชีวา ซึ่งคาทอลิกได้แสดงออกผ่านการปฏิรูปอย่างแรงกล้า แต่กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เห็นนั้นหาใช่ศาสนาที่พระเจ้า พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ได้เคยประทานลงมาให้มนุษยชาติไม่

พิธีกรรมเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่โดยมนุษย์ต่างหาก

งาน หลักของสภาคริสตจักร โดยหลักๆ แล้วมิได้มีอะไรมากไปกว่ากิจกรรมทางศาสนาที่เป็นพิธีกรรมต่างๆ เท่านั้น และศึกษาหาวิธีให้คริสตจักรกลับมามีบทบาทและทรงอิทธิพลในสังคมดังเช่นสมัย ก่อน

แต่ เนื้อหาหลักของศาสนานั้นกลับไม่มีการคำนึงถึงเลย คำสอนที่ปรากฏในปัจจุบันมีพื้นฐานมาจากการลงมติของสภาคริสตจักรหรือของสำนัก สันตะปาปาเมื่อหลายศตวรรษก่อน ซึ่งก็คือเป็นคำสอนที่มาจากมนุษย์

ประวัติคำสอนของศาสนาคริสต์มิได้เริ่มต้นจาก 'ธรรมชาติที่แท้จริงของพระเยซู ซึ่งเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้าในเวลาเดียวกัน' ดังที่สรุปไว้ในการประชุมสภาไนซีน (the Nicene Council) ในปีค.ศ.325 ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองโดยคอนสแตนติโนเปิลในปีค.ศ.381

เรื่อยมาจนถึงหลักคำสอนของโป๊ป Pius ที่ 9 ที่ประกาศเมื่อปี 1854 ว่าพระนางมารี, มารดาของพระเยซู, ต้องได้รับการเคารพบูชาราวกับท่านเป็นส่วนหนึ่งของ 'ตรีเอกานุภาพ' (Holy Trinity) คำสอนของคริสต์บอกว่าพระนางมารีไม่เคยมีบาปกำเนิด (original sin) ซึ่งต่างจากมนุษย์ทั่วไป เพราะพระนางตั้งครรภ์โดยบริสุทธิ์ ไม่มีบาป คำสอนนี้ถูกเรียกว่าเป็น 'การสร้างมโนคติที่บริสุทธิ์' (Immaculate Conception)

แต่ ศาสนาที่มาจากการเปิดเผยของพระเจ้านั้น ผมว่าจะต้องเป็นสากล ใช้ได้ในทุกๆ ที่ ทุกๆ เวลา และจะเปลี่ยนแปลงมิได้ ศาสนาดังกล่าวมีมาตั้งแต่เกือบ 1,400 ปีก่อน เรียกว่า 'อิสลาม' เป็นภาษาอารบิกที่มีความหมายว่า 'การยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า' และมีพื้นฐานอยู่บนพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งทั้งเล่มเป็นคำพูดของพระเจ้า ที่ถูกนำมาสู่มวลมนุษย์ผ่านทางศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ในช่วงปีค.ศ.610-631, ช่วงแรกลงมาที่เมืองเมกกะ ต่อมาลงมาที่เมืองมาดีนา, ซึ่งในตอนนี้เป็นรูปเล่มหนังสือให้เราได้อ่าน แบ่งออกเป็น 114 บท หรือ 114 ซูรอฮ

ผม ได้รู้จักกับศาสนาอิสลามครั้งแรกช่วงที่เป็นทูตในโมร็อคโค ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการประชุมสภาคริสเตียนโลกที่มีการปฏิรูปศาสนาด้วย ซึ่งการปฏิรูปศาสนาครั้งนั้นก่อให้เกิดความสับสนต่อจิตใจผมมาก

ที่ โมร็อคโค ผมได้เห็นความสวยงามวิเศษของอิสลามตั้งแต่เริ่มต้น นั่นก็คือ เสียงอาซานให้คนไปละหมาด และก็ในช่วงกลางคืน พวกเขาก็ยังคุกเข่าลงกราบไหว้พระเจ้าด้วยความสงบเยือกเย็น ศีรษะของพวกเขาสัมผัสลงกับพื้น เป็นการแสดงออกซึ่งการยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า, พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก, ผมยังชอบเสียงท่องอัล-กุรอาน และอื่นๆ อีก

ตอน นั้นผมคิดว่า นี่ละ นี่อาจจะเป็นศาสนาที่เที่ยงตรงของพระเจ้าจริงๆ ก็ได้ ศาสนาที่เข้มแข็ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาโดยการลงมติของมนุษย์

ศาสนาที่ผมกำลังค้นหา

แต่ ความประทับใจในความสวยงามทางจิตวิญญาณในช่วงแรกเริ่มนี้ก็เป็นเพียงความ ประทับใจ เป็นอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น เพราะสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ คือศาสนาแห่งความเชื่อมั่น กฎเกณฑ์ของความจริง

และในที่สุดผมก็ได้พบกับอัล-กุรอาน...

ผมเริ่มก้มหน้าก้มตาอ่านอัล-กุรอาน และแล้วในซูรอฮอัลฟะลัก (113) ผมก็เจอโองการนี้: จงกล่าวเถิดจงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ ให้พ้นจากความชั่วร้าย ที่พระองค์ได้ทรงบันดาลขึ้น หลัง จากอ่านโองการนี้ ผมต้องหันมาบอกกับตัวเองว่า ไม่เคยเลยในระยะ 40 ปีเศษที่ผมนับถือคริสต์ศาสนาที่ผมได้เห็นหรือฟังการอธิบายกำเนิดของมารร้าย (หรือความชั่วร้าย) และบทบาทของมารร้ายบนโลกมนุษย์ได้อย่างชัดเจนและกระจ่างเท่านี้มาก่อนเลย

ก่อนหน้านี้ ผมถูกสอนว่าพระเจ้ามิได้สร้างความเลวร้ายขึ้นมา - แม้จะไม่ใช่ด้วยคำพูดเหล่านี้, แต่ตามความเข้าใจก็คือแบบนี้

ไอเดียเรื่องกำเนิดของความเลวร้ายที่ผมถูกสอนมาก็คือ ดูเหมือนว่าผู้สร้างความเลวร้ายขึ้นจะเป็น 'พระผู้สร้าง' อีกรายหนึ่งข้างๆ พระเจ้านั่นแหละ

และหากแม้จะไม่คำนึงถึงหลักคำสอนเรื่อง 'ตรีเอกานุภาพ' (Trinity พระเจ้าประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ พระบิดา พระบุตร พระจิต) แล้ว จากคำอธิบายของสภาไนซีนนั่นก็คือชาวคริสต์เชื่อใน 'พระเจ้าองค์เดียว' (credo in unum Deum, Creatorem cœli et terræ)!! ตรงนี้ละคือปัญหา และก็ยังคงเป็นคำถามต่อไปได้เรื่อยๆ

ในขณะที่อัล-กุรอานได้อธิบายด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายและตรงประเด็น: มารร้าย (ความชั่วร้าย) ปรากฏอยู่จากการสร้างของพระเจ้า, ความเลวร้ายถูกกระทำโดยผู้ที่พระเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้นมา

ผมเชื่อว่าเราทั้งหมดสำนึกเป็นอย่างดี ถึงความเลวร้ายที่ปรากฏอยู่รอบๆ ตัวเราและภายในตัวของเราเอง และเราก็อธิบายได้เพิ่มเติมอีกว่า (แต่ยังอยู่ภายในบริบทที่อธิบายไว้ในอัล-กุรอาน): มีความเลวร้ายอยู่ในโลกนี้ ปรากฎอยู่และเป็นปฐมเหตุของโครงสร้างของคุณธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะด้านดีหรือเลว - และหากไม่มีความเลวร้ายเลย, ไม่มีมารร้ายเลย, แล้วเราจะแยกความดีกับความเลวได้อย่างไรล่ะ? เราจะตระหนักในคุณค่าของแสงสว่างได้อย่างไร หากไม่มีความมืดมาเปรียบเทียบให้เห็น?

และ ในอัล-กุรอานอีกเช่นกันที่เราพบโองการที่ระบุถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามหรือสิ่ง ที่แตกต่างกันที่พระเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมา ในอายะฮ์ที่ 49 ซูรอฮ 51 อัลลอฮได้บอกว่า: และจากทุก ๆ สิ่งนั้น เราได้สร้าง (มัน) ขึ้นเป็นคู่ ๆ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ - และในอายะฮ์ 36 ซูรอฮ 36 พระองค์ได้บอกเราว่า: มหา บริสุทธิ์ยิ่งแด่พระผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดเป็นคู่ ๆ จากสิ่งที่แผ่นดินได้ (ให้มัน) งอกเงยขึ้นมา และจากตัวของพวกเขาเองและจากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

จากอายะฮ์แรก อิบนุ กอเดร์ (Ibn Kathir) นักปราชญ์มุสลิมสมัยศตวรรษที่ 13 เคยให้ความเห็นไว้ว่า: "ทุกๆ สิ่งถูกสร้างมาเป็นคู่ๆ, สวรรค์และนรก, กลางคืนและกลางวัน, แผ่นดินและน้ำ, ความสว่างและความมืด, ผู้ศรัทธาและผู้ไม่ศรัทธา, การมีชีวิตและความตาย, ความทุกข์และความสุข, สวรรค์และนรก, แม้แต่สัตว์และพืชก็มีเป็นคู่ๆ"

ในขณะที่นักวิชาการชาวซีเรีย มุฮัมหมัด อาลี อัซ-ซาบุนี, จากมหาวิทยาลัยคิงอับดุลอัล-อาซิส ในเมกกะ, ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Safwat at-tafasir ของท่าน อธิบายอายะฮ์นี้ไว้เช่นกันและได้อ้างถึง มุฮาจิด ผู้เป็นนักวิชาการอิสลามรุ่นต่อมาจากศอฮาบะฮ์ของท่านศาสนฑูต ดังนี้: "คำว่า 'คู่', zawjan, zawjayn, หมายถึง มุกอบิลาฮ์ (muqabilat) ซึ่งก็คือ 'สิ่งของต่างๆ หรือสิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณะตรงข้ามกัน' เช่น ผู้ชายและผู้หญิง, สวรรค์และนรก, ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์, กลางคืนและกลางวัน, ความสว่างและความมืด, ความดีและความเลว"

ผมพึงพอใจมาก เพราะผมได้พบกับกฎเกณฑ์, มาตรฐาน, ในอัล-กุรอาน และทำให้ผมเชื่อถือได้

แต่ ผมก็อยากเน้นถึงเรื่องอื่นในอัล-กุรอานและในฮะดีษอีก ซึ่งในความเห็นของผมแล้วเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหลักการของศาสนาอิสลาม นั่นก็คือ: พระเจ้าเป็นผู้ทรงให้อภัยยิ่ง และ พระองค์ทรงกรุณาและทรงเมตตายิ่ง คุณลักษณะของพระองค์ทั้งสามประการนี้ อัลลอฮได้เน้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งเล่มอัล-กุรอาน ซึ่งแม้ว่ามนุษย์จะถูก สร้างขึ้นมาในรูปทรงที่สวยงามยิ่ง (95:4), มนุษย์นั้นถูกสร้างมาในสภาพที่อ่อนแอ (4:28) และต่อมาใน 24:10, อัลลอฮได้บอกว่า: และมาตรแม้นมิเป็นเพราะความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮแล้วไซร้ (มาตรแม้นมิใช่เพราะเหตุว่า) แท้จริงอัลลอฮทรงเป็นผู้ทรงนิรโทษ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่งแล้ว (แน่นอนพวกเจ้าก็จะตกอยู่ในคามทุกข์ทรมาน) จะเห็นได้ในอัล-กุรอานว่าอัลลอฮเป็นผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง ทรงเมตตายิ่ง ต่อมาใน 6:12 เราพบว่า: อัลลอฮทรงลิขิตพระเมตตาธิคุณไว้สำหรับพระองค์เอง ซึ่งใน 6:54 พระองค์ก็เน้นเรื่องนี้อีกครั้ง พระองค์ทรงเมตตายิ่ง และทรงสิทธิ์นั้นไว้ที่พระองค์เอง

ในทุกบทของอัล-กุรอาน ยกเว้นซูรอฮ 9 จะเริ่มต้นด้วย: บิสมิลลาฮิรรอฮมานิรรอฮีม (ด้วยพระนามของอัลลอฮ ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความกรุณา!!) และมีซูรอฮหนึ่งคือ ซูรอฮ 55 ที่ชื่อบทว่า 'อัรรอฮมาน' หรือ 'พระผู้ทรงเมตตาที่สุด' ซึ่งสำหรับผมแล้วมันช่างชัดเจนซะเหลือเกิน คำเหล่านี้ทั้ง 'ผู้ทรงให้อภัย' และ 'ผู้ทรงกรุณายิ่ง', 'ผู้ทรงเมตตายิ่ง' สอดคล้องอย่างสมบูรณ์แบบกับความคิดของชาวคริสต์ที่มีต่อคำว่า 'ความรัก' (love) ของพระเจ้า คำซึ่งนักการศาสนาสมัยก่อนเลือกคำจากภาษากรีก agape มา เพื่อให้แตกต่างจากความรักของมนุษย์ (เรียกว่า eros) ที่ไม่ใช่คำว่า 'ความรัก' (love)

'การให้อภัย' ซึ่งพระเจ้าอาจประทานให้กับคนบาปที่กลับใจนั้นเป็นความจริงใจอย่างยิ่ง อีกทั้ง 'ความกรุณา' และ 'ความเมตตา' ที่พระองค์มีให้กับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม

พระเมตตาของพระเจ้านั้นมหาศาล พระองค์ได้กล่าวเอาไว้ในอัล-กุรอาน (7:156) ว่า: การลงโทษของเรานั้น เราจะให้ประสบแก่บุคคลที่เราพึงประสงค์เท่านั้น แต่ความเมตตาของเราครอบคลุมทั่วทุกสิ่ง และในฮะดิษ อัลลอฮก็ได้กล่าวไว้ว่า: แน่นอน, ความเมตตาของเราอยู่เหนือการลงโทษ.

เมื่อผมมีโอกาสได้พูดคุยเรื่องอิสลามกับผู้ที่มิใช่มุสลิม ผมจะเน้นประเด็นดังต่อไปนี้:

  • อิสลามเป็นทางสายกลาง ปฏิเสธความสุดโต่ง ในอัล-กุรอาน อัลลอฮได้บอกไว้ว่า (2:256): ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา การนับถืออิสลามเป็นผลจากการเลือกนับถือโดยอิสระ ไม่มีการบังคับ
  • อิสลามเป็นศาสนาแห่งความสมดุลย์ เราต้องให้ทานกับผู้อื่น บริจาคให้กับคนจน เอาสิ่งดีๆ ให้เขา แต่มิใช่ว่าให้ซะจนตัวเองและครอบครัวต้องลำบาก เราต้องไม่โอ้อวดและหลงใหลกับสิ่งหรูหรา แต่ก็มิใช่ว่าจะยึดเอาวินัยเคร่งครัดมาเป็นเป้าหมายของชีวิตซะ ช่วงเดือนรอมดอนที่ต้องถือศีลอดในตอนกลางวัน เราก็ต้องทำงานตามปกติและถือศีลอดไปด้วย แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว เราก็ได้พักผ่อน รับประทานอาหาร มีความสุขกับชีวิต เราต้องละหมาดขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญความเกรียงไกรของพระองค์ และอีกตัวอย่างของความสมดุลย์ในอิสลามก็คือ หากมีผู้ใดมาทำร้ายเรา อิสลามก็ให้สิทธิ์เราในการป้องกันตัวเอง
  • อิสลามเป็นศาสนาแห่งความเรียบง่าย หลักของอิสลามไม่มีอะไรมากไปกว่า: 'ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุฮัมมัดคือศาสนฑูตของพระองค์' นั่นก็คือ ในบรรดาศาสนฑูตทั้งหลายของพระเจ้าที่ผ่านมา มุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตคนสุดท้าย เป็นผู้นำสาส์นจากพระเจ้าฉบับสุดท้ายที่ครบถ้วนสมบูรณ์คือ 'อัลกุรอาน' มาให้มนุษยชาติ อิสลามไม่มีระบบนักบวช มนุษย์ทุกคนยืนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าโดยไม่มีนักบวชคนใดมาคั่นกลาง เพราะในวันพิพากษาก็คือตัวผู้นั้นเองนั่นแหละที่จะต้องมายืนเบื้องหน้าพระ เจ้าพร้อมด้วยบัญชีรายงานพฤติกรรมต่างๆ ที่ตัวเองได้กระทำมาบนโลกมนุษย์
  • อิสลามเป็นศาสนาแห่งความอดกลั้นและความใจกว้าง มุสลิมเราได้รับการสนับสนุนให้พูดคุยกับพี่น้องชาวคัมภีร์ (คือชาวยิวและชาวคริสเตียน) ด้วยไมตรีจิตและด้วยความนับถือ อย่าถกเถียงกับพวกเขาแบบไร้สาระ แต่จงแข่งขันกับพวกเขาในการทำความดี ซึ่งในโองการอัลกุรอานอายะฮ์นี้, 22:69, ระบุว่า:  อัลลอฮจะทรงตัดสินระหว่างพวกท่านในวันกิยามะฮ์ ในสิ่งที่พวกท่านได้ขัดแย้งกันในเรื่องนั้น (ซึ่งแสดงว่า 'จงหลีกเลี่ยงการถกเถียงเรื่องศาสนากันอย่างไร้สาระ') เราต้องไม่หยิบอาวุธขึ้นมาเว้นเสียแต่ว่าจะถูกทำร้ายก่อน และหากเราถูกทำร้าย ก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องป้องกันตัวเองและศาสนาของเรา แต่หากศัตรูของเราต้องการเจรจาสันติภาพ เราก็ต้องยอมรับโดยดุษณี - ผมเจอในอัล-กุรอานและในฮะดีษต่างๆ ที่รายงานคำพูดของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) อย่างมากมายเรื่องเราต้องเป็นคนใจกว้าง - ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มุสลิมห่างไกลจากความคิดที่คับแคบและความสุดโต่ง
  • อิสลามคือศาสนาแห่งความจริง ดังที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น แต่ผมคงต้องบอกเพิ่มเติมว่าตอนที่ผมอ่านอัล-กุรอานนั้น ผมต้องประหลาดใจ พิศวงงงงวยต่ออักษรที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาหลายครั้งหลายหน ในหลายๆ อายะฮ์ อย่างตอนที่ผมอ่านมาถึงอายะฮ์นี้, 21:30,: และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น ('ชั้นฟ้าและแผ่นดิน' เป็นคำเปรียบเปรยในอัล-กุรอาน ซึ่งหมายถึง 'จักรวาล') แต่ ก่อนนี้รวมติดเป็นอันเดียวกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำ ดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ? และอายะฮ์ 51:47: และเราได้สร้างจักรวาลขึ้นมา และแท้จริงเราได้แผ่ให้กว้างไพศาล ที่น่าประหลาดใจจริงๆ ก็คือคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของพระผู้เป็นเจ้าถึงความเสียหาย ถึงการสึกกร่อนของโลก, ซึ่งมันน่าแปลกสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในยุคของเราที่เจอแต่มลพิษที่ทำลายมนุษย์เราทุกวัน และคำเตือนของอัลลอฮก็สุดๆ ไปเลยในอายะฮ์ 30:41,: ความเสื่อมโทรมได้ปรากฏขึ้นแล้วบนพื้นดินและในทะเล จากการกระทำของมนุษย์เอง และพระองค์จะให้พวกเขาลิ้มรส (ของการลงโทษ) จากการกระทำของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้กลับคืน (สู่พระองค์)
  • อิสลามเป็นศาสนาที่อยู่กับเราทุกๆ วัน เพราะมุสลิมต้องละหมาดวันละ 5 เวลา หันไปทางทิศของนครเมกกะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดและจุดรวมของศาสนาเรา การละหมาดเป็นรูปแบบเบื้องต้นของการบูชาพระเจ้า เป็นสายใยซึ่งร้อยรัดพวกเราไว้ด้วยกัน และปกป้องพวกเราไม่ให้ลืมว่าเราทุกคนเป็นสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า และวันหนึ่งเราก็จะต้องกลับไปหาพระองค์

หล่านี้คือความเห็นต่อหลักการพื้นฐานของศาสนาของผม

และนี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากการอ่านอัล-กุรอาน 'ของผม.'

.......................................................................................................................................................................

Koranens budskap อัล-กุรอานฉบับแปลภาษาสวีดิชโดย โมฮัมเหม็ด นุท เบิร์นสตรอม

โมฮัมเหม็ด นุท เบิร์นสตรอม (Mohammed Knut Bernström) อดีตทูตสวีเดนประจำประเทศต่างๆ 8 ประเทศ หลังรับอิสลามในปี 1986 ท่านได้แปลอัล-กุรอานเป็นภาษาสวีดิช

เข้าไปฟังอัล-กุรอานแปลภาษาสวีดิชโดย โมฮัมเหม็ด นุท เบิร์นสตรอม ได้ใน Koranens Svensk översättning av Muhammed Knut Bernström: http://www.islahulmuslimeen.org/koranen-arabiskaochsvenska.htm

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

คัดลอกจาก www.newmuslimthailand.com

ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
CAPTCHA
กรุณากรอกข้อความให้ถูกต้อง

Chat module by BoWoB Chat for Drupal