เมดีนา อัล-ซาฮ์รา, เมืองในฝัน
เขียนโดย jihad เมื่อ 10 มิถุนายน, 2009 - 00:28.โดยทั่วไปแล้ว เมดีนา อัล-ซาฮ์รา (Medinat al-Zahra หรือ Madinat al-Zahra ภาษาอารบิก: مدينة الزهراء ออกเสียงภาษาอารบิกตามแบบฉบับดั้งเดิมของชาวมัวร์แห่งอันดาลูเชียนซึ่งเรียกเมืองของตัวเองว่า ซอฮ์รอฮ์ ส่วนชาวสเปนในปัจจุบันเรียกเมืองนี้ว่า Medina Azahara เมดีนา อาซาฮารา) มักถูกนำไปกี่ยวข้องกับ อัล-ซาฮ์ราวี (Al-Zahrawi) ศัลยแพทย์มุสลิมชื่อก้องผู้คิดค้น คีมหนีบ (forceps) และเชือกเหนียวที่ทำจากไส้แห้งของสัตว์ (catgut) ที่ใช้ในการผ่าตัดเมื่อ 1,000 ปีก่อน
แต่ ความยิ่งใหญ่ของเมดีนา อัล-ซาฮ์ราจริงๆ แล้วอยู่ที่ความอลังการและบทบาทอันยิ่งใหญ่ แม้เมืองนี้จะมีชีวิตโลดแล่นในหน้าประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Middle Ages) เป็นระยะเวลาไม่นานนัก
เมดีนา อัล-ซาฮ์รา หรือเมืองแห่งดอกไม้บาน (Blooming City) ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาห่างจากเมืองกอร์โดบา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไปทางทิศตะวันตกเพียง 5 ไมล์ ซึ่งอาจเป็นต้นแบบของเมืองสมัยใหม่ที่ใช้คอนเซ็ปต์พระราชวังนอกเมืองหลวง เหมือนกันคือ แวร์ซายส์ ชานกรุงปารีส ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส จึงมีคนจำนวนมากเรียก เมดีนา อัล-ซาฮ์รา ว่าแวร์ซายส์ที่ถูกลืมของโลกยุคกลาง (Middle Ages)
อัล-ซาฮ์ราก่อตั้งขึ้นโดย อัล-นัสรุดิรุลลอฮ์ (al-Nasir lidin-Allah) หรือ อับดุลราฮ์มานที่ 3 (abd-al-Rahman III) กษัตริย์ ผู้ปกครองกอร์โดบา สเปน ช่วงปีค.ศ.912-961 ทรงเริ่มสร้างในปีค.ศ.936 ให้เป็นเมืองพักผ่อนของพระองค์ แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็อีก 40 ปีต่อมาโดยกาหลิบอัล-ฮากิมที่ 2 (al-Hakem II ค.ศ.961-976) ผู้ขึ้นครองราชย์ถัดจากพระองค์
ปี 1010 ช่วงการจลาจลโดยพวกเบอร์เบอร์ อัล-ซาฮ์ราถูกทำลายเสียหาย หินจำนวนมากของอาคารและกำแพงถูกนำไปใช้ก่อสร้างอาคารแห่งอื่น เมืองถูกทิ้งร้างจนท้ายที่สุดถูกปกคลุมไปด้วยดินและเถาวัลย์ ชื่อของอัล-ซาฮ์ราเกือบสูญหายไปจากความทรงจำ
จน กระทั่ง 900 ปีต่อมา ในปีค.ศ.1910 รัฐบาลสเปนจึงเริ่มปฏิบัติการรื้อฟื้นมรดกของอันดาลุสชิ้นนี้ ขุดหาพระราชวังและเมืองจากซากปรักหักพัง ซึ่งความอลังการอันน่าตื่นตะลึงที่เราได้เห็นเป็นการขุดซากไปได้เพียง 10% ของที่มีอยู่เท่านั้น
แต่ช่วงสั้นๆ อันรุ่งเรืองของ เมดีนา อัล-ซาฮ์รา ก็ปรากฎอยู่ในความทรงจำของนักประพันธ์ที่
จารึกความยิ่งใหญ่ไว้ตราบถึงทุกวันนี้
คนงานที่ก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้มีกว่าหมื่นคน มีลาสำหรับใช้งาน 2,500 ตัว เสาของอาคารมีกว่า 4,300 ต้น เป็นหินอ่อนล้วนๆ มีจำนวนมากที่นำเข้าจากอาฟริกาเหนือและอิตาลี ส่วนเสาหินอ่อนอีก 140 ต้นส่งมาจากพระจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 7 แห่งไบเซนไทน์ (โรมันตะวันออก หรือที่ตั้งของตุรกีในปัจจุบัน) ฝาผนังประดับตกแต่งด้วยงาช้าง ไม้ตะโก แจสเปอร์
น้ำพุ หินอ่อนสีเขียวนำเข้าจากซีเรีย รอบๆ น้ำพุเป็นรูปปั้นสัตว์ 12 ชนิดทำจากไข่มุกและเพชรพลอยสีแดง-ทอง รูปปั้นสัตว์ทั้งหมดถูกแกะสลักในกอร์โดบาก่อนจะนำวางประดับไว้ที่นี่ รูปปั้นสัตว์มีทั้งไก่ตัวผู้, นกเหยี่ยวขนาดเล็ก, กวางตัวผู้, อีแร้ง, สิงโต, นกอินทรี, จระเข้, มังกร, นกพิราบ, เหยี่ยว, เป็ด, และไก่
เมืองพระราชวังแห่งนี้ถูกก่อสร้างให้เป็นคอมเพล็กซ์สี่เหลี่ยมขนาดกว้างXยาว 875X1,230 หลา ประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัยและสำนักบริหารราชการ 3 เทอเรซแยกจากกันด้วยกำแพงของแต่ละส่วน ภายใต้กำแพงขนาดใหญ่และป้อมปราการที่ล้อมรอบเมืองอีกชั้นหนึ่ง
เมือง นี้เป็นตัวแทนของเอกภาพของชีวิตคนเมือง มีป้อมปราการที่แข็งแกร่งและผังเมืองที่ดีเยี่ยม รวมทั้งการลำดับชั้นตามหน้าที่สะท้อนให้เห็นลักษณะของของเศรษฐกิจและสังคม และอำนาจทางการเมืองของชุมชนนี้
การจัดผังมีระบบระเบียบ มีเทอเรซยาวไปจนถึงหุบเขา วาดี อัล-กาบีร หรือ
มีหลักฐานว่าแค่ขนมปังสำหรับเป็นอาหารเลี้ยงปลาใรสระน้ำหรูหรานั้นก็ต้องใช้ถึงวันละ 1,200 แถว!
เทอเรซด้านเหนือเป็นที่ตั้งของพระราชวังของกาหลิบ (ดารุลมุล์ค Dar al-Mulk) ซึ่งตั้งตระหง่านเหนือบริเวณโดยรอบ อาณาเขตรวมถึงที่ราบที่ลาดยาวไปจนถึงฝั่งแม่น้ำและอาณาเขตหุบเขาวาดีอัล-กา บีร. แต่อำนาจของพระราชวังนี้กลับครอบคลุมไปจนสุดอาณาจักรอันดาลูเชียและเหนือดิน แดนยุโรปทั้งมวล.
และยังมีสำนักบริหารราชการแผ่นดิน ห้องโถงสำหรับต้อนรับอาคันตุกะจากต่างเมือง อาคารที่สำคัญที่สุดคือ อาคารของ จาฟาร์ อัล-มุชาฟี, อัครมหาเสนาบดี, ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ในปีค.ศ.961
ส่วนอาคารอีกสองหลังที่มีความสำคัญถัดมาคือ ห้องโถงต้อนรับแขกเมือง ดารุล วุซารา (House of viziers) และอีกห้องคือห้องโถงรับแขกเมืองของกาหลิบซึ่งอยู่ด้านทิศใต้
เทอเรซกลาง บริเวณนี้มีเพียงมัสยิดเท่านั้นที่ถูกขุดขึ้นมาให้ยลโฉมกัน ที่น่าทึ่งคือมัสยิดแห่งนี้สร้างโดยช่างฝีมือ 1,000 คนภายในระยะเวลาที่เป็นสถิติคือเพียง 48 วัน (Hattstein & Delius, 2000) ที่เทอเรซกลางนี้เป็นบริเวณของอุทยาน สระน้ำขนาดใหญ่ น้ำพุ และสถานพักผ่อนหย่อนใจ
ส่วนที่เหลือของเมืองคือ เทอเรซด้านใต้ ถูกเก็บไว้สำหรับกองทหารราบและทหารม้า รวมทั้งสำหรับประชาชนทั่วไป (ตอนนี้รัฐบาลสเปนยังไม่ได้ขุดขึ้นมา)
อัล-ซาฮราโด่งดังเพราะความศิวิไลซ์ของเมือง ทั้งสไตล์ การตกแต่งประดับประดา ผนัง พื้น และเพดานของอาคารทั้งหมดที่หาที่ใดเปรียบได้ยาก
ประมาณว่ามีผู้อยู่อาศัยในเมืองพระราชวังแห่งนี้ราว 14,000 คน: ทั้งทหาร สตรี เด็ก และคนรับใช้
อิบนุ ไฮยาน (Ibn Hayyan), อัครมหาเสนาบดีของกอร์โดบาสมัยศตวรรษที่ 11, ได้บันทึกถึงเมื่อครั้งกษัตริย์ออร์โดโนที่ 4 แห่งลีออง (ปัจจุบันอยู่ในประเทศฝรั่งเศส) เสด็จเยือนพระราชวังเมดีนา อัล-ซาฮ์ราในปี 962 ไว้ว่า กษัตริย์ออร์โดโนที่ 4 พร้อมด้วยคณะได้เสด็จมาถึงประตูที่เทอเรซด้านเหนือ ใกล้ๆ กับระเบียงทางเข้าที่มีหลังคาและเสากลมขนาดใหญ่ ตรงนี้เองที่ขบวนต้อนรับอย่างเป็นทางการเริ่มต้นขึ้น
ทหารรักษาความปลอดภัยของพระราชวัง, ภายใต้เครื่องแบบเต็มยศ, ยืน เป็นแถวยาวบนแนวหินซึ่งกั้นเป็นเขตของกำแพงเหนือถนนลาดชันเบื้องล่าง กษัตริย์คริสเตียนเสด็จไปยังเรือนรับรองของอัครมหาเสนาบดี ก่อนจะลงจากหลังม้าเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ จากนั้นจึงเดินเท้าไปยังห้องโถงรับรองพระราชอาคันตุกะของกาหลิบ
เมื่อ เสร็จจากการเข้าพบกาหลิบแล้ว กษัตริย์ออร์โดโนที่ 4 เดินกลับมายังเรือนรับรองของอัครมหาเสนบดีอีกครั้ง เพียงเพื่อจะพบว่าอัครมหาเสนาบดีได้จัดม้าอาหรับชั้นดีพร้อมบังเหียนไว้คอย ท่า แทนม้าตัวเก่าของพระองค์!
เพื่อ ที่จะทำให้อาคันตุกะจากต่างเมืองพิศวงงงงวยกับความอลังการของเมืองพระราชวัง แห่งนี้ ที่ห้องโถงรับแขกเมืองจึงมีสระน้ำที่สะท้อนเป็นสีเงินยวงเมื่อต้องแสง อาทิตย์ เห็นได้จากบันทึกอีกชิ้นหนึ่ง มุฮ์ยีดิน อิบนุ อัล-อาราบี เคยเขียนไว้ถึงการมาเยือนพระราชวังของอาคันตุกะจากต่างแดนคณะหนึ่ง คือฑูตคริสเตียนจากด้านเหนือของสเปน ซึ่งกาหลิบมีพระประสงค์จะให้พวกเขาได้ตะลึงกับความมหัศจรรย์ของพระราชวังของพระองค์
ตลอด ทางจากเมืองกอร์โดบามาจนถึงเมดีนาอัลซาฮ์รา พวกเขาต้องเดินลอดผ่านแถวกองทหารเกียรติยศที่ยืนสองข้างเป็นแนวยาว ถือดาบมาจรดกันทั้งสองข้างเหนือศีรษะของฑูต ดาบ ของพวกเขาเปล่าเปลือย ทั้งยาวและกว้าง ตรงปลายแหลมจรดกันราวหลังคาอาคาร กาหลิบได้รับสั่งให้คณะฑูตเดินลอดผ่านแนวกองทหารเหมือนทางเดินใต้หลังคา
ที่ประตูพระราชวัง กาหลิบรับสั่งให้ปูผ้าลายดอกตลอดทางเดินของคณะฑูต ตลอด ทางเดินนั้น พวกเขาต้องการให้ความเคารพต่อกาหลิบ ดังนั้นเมื่อเจอใครที่คาดว่าจะใช่ พวกเขาก็ก้มลงคารวะ บางครั้งก็เจอคนนั่งในเก้าอี้โอ่โถงพื้นปูด้วยผ้าลายดอกและผ้าไหม ก็ก้มลงอีก เพราะคาดว่าจะเป็นกาหลิบ แต่พวกเขากลับได้ยินเสียงบอกว่า เงยศีรษะขึ้น! พวกนี้น่ะเป็นทาสของทาส!
ท้าย ที่สุดคณะฑูตได้เดินเข้ามาถึงบริเวณห้องโถงพระราชวัง ตรงกลานลานนั่นคือกาหลิบซึ่งอยู่ในฉลองพระองค์ธรรมดาๆ และสั้นๆ ราคาไม่น่าจะเกิน 4 ดิรฮัม พระองค์กำลังนั่งบนพื้น ก้มศีรษะลง: เบื้องหน้าของพระองค์คือพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน, ดาบและไฟ. คณะฑูตได้ยินเสียงบอกว่า นี่ไงล่ะ, นี่คือกษัตริย์ของเรา

แปลและเรียบเรียงโดย ลานา อัมรีล
คัดลอกจาก www.musliminventionsthailand.com
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 720 ครั้ง





ความเห็นล่าสุด
8 weeks 6 hours ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
36 weeks 4 days ก่อน
42 weeks 3 days ก่อน
47 weeks 4 days ก่อน
48 weeks 2 days ก่อน
1 ปี 4 weeks ก่อน