ท่านอัฏฏุฟัยลฺ อิบนิ อัมรฺ อัดเด๊าซีย์

          ท่านฏุฟัยลฺ บุตรของอัมรฺ อัดเด๊าซีย์ เป็นหัวหน้าตระกูลเด๊าซ์ ในสมัยญาฮิลียะห์(สมัยก่อนอิสลาม)

          ท่านเป็นบุคคลที่มีเกียรติคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีเกียรติในหมู่ชาวอาหรับ ทั้งหลาย นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นผู้มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีต่อผู้คนทั่ว ไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่อ่อนแอขัดสนและอนาถา

          ท่านเป็นบุคคลที่กว้างขวาง มีผู้คนไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำ จนมีคำกล่าวเกี่ยวกับการปฎิบัติของท่านว่า

          "หม้อของเขาไม่เคยลงจากเตา และประตูบ้านของเขาไม่ถูกปิดต่อผู้ที่มาหา"

          คำกล่าวนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าท่านอัฎฎุฟัยลฺ มีใจบุญจนถึงขนาดเลี้ยงอาหารแก่ทุกคนที่มาหา และประตูบ้านของท่านเปิดต้อนรับแขกอยู่ตลอดเวลา
         ท่านให้อาหารแก่ผู้ที่หิวกระหาย 
         ให้ความอบอุ่นแก่ผู้ที่ถูกข่มเหงและมีความกังวลใจ
         เป็นผู้ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ได้รับภัยอันตราย
         นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นคนเฉลียวฉลาดเป็นนักกวี เป็นผู้มีหูตาไว มองการณ์ไกล มีไหวพริบดี คำพูดของท่านมีอิทธิพลจูงใจผู้คนให้เชื่อถือตามท่าน

         ท่านออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของท่านซึ่งอยู่ในดินแดนฎิฮามะห์ (อยู่ชายฝั่งทะเลแดงระหว่างเมืองฎออีฟกับเมืองอับฮา ปัจจุบันอยู่ในซาอุดิอาระเบีย) มุ่งหน้าไปสู่นครมักกะห์ ในช่วงระยะเวลานั้นพวกกุฟฟารกุเรชได้กระทำการรุนแรงต่อ ท่านรอซูล และผู้นับถือศาสนาอิสลาม
 
         ท่านรอซูลพยายามอย่างยิ่งที่จะชักชวนบุคคลทั้งหลายให้รู้จักอัลเลาะห์ ด้วยพลังการอิมานและสัจธรรม

         ท่านรอซูล  ทำหน้าที่นี้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวมักกะห์หรือบุคคลภายนอกที่เข้ามา ณ นครมักกะห์ แต่พวกกุเรชพยายามขัดขวางการเชิญชวนของท่านทุกวิถีทาง เมื่อท่านฎุฟัยลฺพบกับปัญหานี้ ซึ่งท่านเองไม่ประสงค์ที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และท่านก็ไม่เคย คิดมาก่อนเลยว่า ณ นครมักกะห์จะมีผู้ประกาศศาสนาเป็นท่านมุฮัมหมัด และท่านไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลยว่าเกิดเรื่องกันขึ้นระหว่างท่านมุฮัมหมัด กับพวกกุเรช

         ทั้งๆที่ท่านฎุฟัยลฺไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ แต่บังเอิญท่านก็ได้พบว่าตัวท่านได้เข้าร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ครั้งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้เราฟังคำของท่านฎุฟัยลฺเองในเรื่องนี้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดยิ่งเรื่องหนึ่ง

ท่านฎุฟัยลฺเล่าว่า : เมื่อฉันได้มาถึงมักกะฮฺ หัวหน้าของกุเรชคนสำคัญๆได้มาหาฉันและได้ให้การต้อนรับฉันอย่าง สมเกียรติ

หัวหน้าพวกกุเรชได้กล่าวแก่ฉันว่า :  โอ้ท่านฎุฟัยลฺ ท่านได้ถึงเมือง(มักกะห์) ของเราแล้ว และผู้ชายคนนี้ (หมายถึงท่านนบีมุฮัมหมัด) ได้อ้างตัวเป็นนบี จึงทำให้พวกเราแตกแยกกัน เราเกรงว่า การที่ท่านคบค้าสมาคมติดต่อกับเขา จะทำให้พวกของท่านแตกแยกกัน และประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่เรากำลังประสบอยู่ ดังนั้นท่านจงอย่าพูดหรือฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากคนๆนี้เลย
          แท้จริงคำพูดของเขามีอิทธิพลเหมือนไสยศาสตร์ สร้างความแตกแยกระหว่างพ่อกับลูก ระหว่างพี่กับน้องและสามีกับภรรยา

ฎุุุุฟัยลฺกล่าวว่า :  ฉัน ขอสาบานว่า พวกเขา(กุเรช) ยังคงเล่าเรื่องแปลกประหลาดในด้านการลบหลู่ท่านมุฮัมหมัด และยังพยายามให้เกิดมีความหวาดกลัวแก่ฉันและหมู่คณะของฉันในเรื่องของท่านมุ ฮัมหมัด จนกระทั่ง ฉันตั้งใจและตัดสินที่จะไม่เข้าใกล้กับท่าน จะไม่พูดและจะไม่ฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากท่าน(มุฮัมหมัด)เลย

          วันรุ่งขึ้นฉันเดินไปมัสยิดเพื่อทำการฎอวาฟรอบกะอฺบะห์และขอความจำเริญ และบารมีจากรูปปั้นที่วางอยู่รอบๆกะบะห์ *(รูปปั้นดังกล่าวได้ถูกทำลายลงเมื่อท่านรอซูล  และบรรดามุสลิมได้เข้าพิชิตมักกะห์)
  
          รูปปั้นเหล่านี้แหละที่เรามุ่งไปให้เกียรติและให้การเคารพและฉันได้เอาสำลี อุดหูไว้เพื่อไม่ต้องการจะได้ยินคำพูดของมุฮัมหมัดเลย ทันใดที่ฉันเข้าไปในมัสญิด ฉันก็เห็นท่านมุฮัมหมัดยืนละหมาดที่อัลกะอฺบะห์ การละหมาดของท่านมุฮัมหมัดไม่เหมือนกับการละหมาดของพวกเราและการปฎิบัติศาสน กิจของท่านไม่เหมือนกับการปฎิบัติศาสนกิจของพวกเรา (มุชริกีน) ภาพนี้ได้สร้างความประทับใจแก่ฉัน การอิบาดะห์ของท่านทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้น ฉันเห็นตัวฉันกำลังเดินเข้าไปใกล้ท่านทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งฉันได้เข้าไปอยู่ใกล้ท่านทั้งๆที่ฉันไม่มีเจตนาที่จะเข้าไปใกล้ ท่านเลย แต่อัลเลาะห์ไม่ทรงประสงค์ตามที่ฉันต้องการพระองค์จึงทำให้ฉันได้ยินคำพูด ที่ดีๆจากปากของท่าน

ฉันกล่าวแก่ตัวเองว่า :  โอ้ ฎุฟัยลฺขอความพินาศจงมาสู่เจ้าเถิด แท้จริงเจ้าเป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาดเป็นนักกวี และเจ้าสามารถจำแนกสิ่งที่ดีจากสิ่งที่เลวได้ฉะนั้น อะไรเล่าที่กีดกันเจ้าไม่ให้สดับฟังคำพูดที่ท่านมุฮัมหมัดพูด หากคำพูดของท่านมุฮัมหมัด นำสิ่งที่ดีมา ฉันก็จะรับไว้ และหากคำพูดของท่านนำสิ่งที่เลวมาฉันก็จะละทิ้งมันเสีย

        ท่านฎุฟัยลฺกล่าวว่า : แล้วฉันยังคงอยู่ที่มัสยิดจนกระทั่งท่านมุฮัมหมัดกลับบ้าน ฉันเดินตามท่านไปและเข้าไปในบ้าน ของท่านมุฮัมหมัด

ฉันกล่าวแก่ท่านว่า :  โอ้มุฮัมมัด แท้จริงหมู่คณะของท่าน(กุเรช)ได้กล่าวเกี่ยวกับท่านอย่างนั้น อย่างนี้ และพวกเขา พยายามกระทำเช่นนี้ จนกระทั่งฉันเกิดความหวาดกลัวท่าน ฉันได้เอาสำลีอุดหูสองข้างของฉัน เพื่อไม่ให้ได้ยินคำพูดของท่าน แต่แล้วอัลเลาะห์ไม่ทรงประสงค์นอกจากจะให้ฉันได้ยินคำพูดของท่าน ฉันจึงได้ยินและได้พบคำพูดดีๆจากท่าน ดังนั้น ท่านโปรดเล่าเรื่องราวของท่านให้ฉันฟังเถิด

          ท่าน รอซูลจึงได้เล่าเรื่องราวของท่านให้ฎุฟัยลฺฟังและท่านได้อ่านซูเราะห์ อัลอิคลาศ (กุล ฮุวัลลอฮุ อะฮัด) และซูเราะห์ตุลฟะลัก ให้เขาฟัง
          
เขากล่าวว่า  :  ขอ สาบานด้วยอัลเลาะห์ว่า ฉันไม่เคยได้ยินคำพูดใดๆที่ดียิ่งกว่าคำพูดของท่าน และฉันไม่เคยเห็น กิจการใดๆที่มีความยุติธรรมยิ่งกว่ากิจการของท่าน

          ณ ที่นี้ฉันจึงยื่นมือทั้งสองออกมาเพื่อทำสัตยาบัน กับท่านนบี แล้วฉันก็ปฎิญาณตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม โดยกล่าวว่า

          "อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดุ อันนะมุฮัมมะดัร รอซูลุลลอฮ์”
           มีความว่า : ฉันขอปฎิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ และฉันขอปฎิญาณว่า แท้จริงมุฮัมหมัด เป็นรอซูลของอัลเลาะห์"

 
           ฎุฟัยลฺกล่าวว่า หลังจากฉันได้รับนับถือศาสนาอิสลาม ฉันอยู่ในมักกะห์ระยะหนึ่ง ได้เรียนรู้เรื่องราว ต่างๆเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และได้ท่องจำส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานอีกด้วย

            เมื่อฉันตัดสินใจที่จะกลับไปยังหมู่คณะของฉัน ฉันได้พบกับ ท่านรอซูล  และกล่าวแก่ท่านว่า :  โอ้ท่านรอซูล ฉันเป็นคนที่กลุ่มชนของฉันเชื่อฟัง และฉันจะกลับไปเชิญชวนพวกเขาให้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นขอท่านได้โปรดดุอาอฺวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้ฉันมีสัญญาณหนึ่งเพื่อที่ จะช่วยฉันในการเชิญชวนพวกเขาเหล่านั้นด้วยเถิด

ท่านรอซูล  กล่าวว่า : ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เขา(ฎุฟัยลฺ) มีสัญญาณหนึ่งที่จะช่วยให้เขาบรรลุถึงซึ่งความดีที่เขาได้ ตั้งเจตนาไว้ด้วยเถิด

          ฉันได้ออกไปยังหมู่คณะของฉัน จนกระทั่งไปถึงยอดเขา จึงสามารถมองเห็นหมู่บ้านที่หมู่คณะของฉัน อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นมีแสง ซึ่งดูคล้ายตะเกียงปรากฎอยู่ระหว่างดวงตาของฉัน ฉันกล่าวว่า : ข้า แต่อัลเลาะห์ ขอพระองค์อย่าทรงให้มันอยู่บนใบหน้าของฉัน ด้วยฉันเกรงว่าจะทำให้หมู่คณะของฉันคิดว่ามันเป็นการลงโทษในการที่ฉัน เปลี่ยนศาสนา (คือเปลี่ยนจากศาสนาเดิมสู่ศาสนาอิสลาม) ทันใดนั้นแสงได้เปลี่ยนไปอยู่ที่หัวแส้ของฉัน จึงทำให้หมู่คณะของฉันเห็นแสงดังกล่าวอยู่ที่แส้คล้าย ตะเกียงที่ถูกแขวน ขณะที่ฉันกำลังลงจากยอดเขา เมื่อฉันได้ลงมาแล้ว บิดาของฉันซึ่งมีอายุมากแล้วได้มาหาฉัน

 ฉันกล่าวแก่ท่านว่า :  จงไปให้ไกลจากฉันเถิด ฉันไม่ใช่พวกของท่านและท่านก็ไม่ใช่พวกของฉัน

บิดาของฉันกล่าวว่า :  ทำไมเล่า โอ้ลูกรัก?

ฉันกล่าวว่า : แท้จริงฉันได้รับนับถือศาสนาอิสลาม และปฎิบัติตามคำเชิญชวนของท่านนบีมุฮัมหมัด

บิดาของฉันกล่าวว่า :  โอ้ลูกรัก ศาสนาของลูกก็คือศาสนาของพ่อเช่นกัน

ฉันกล่าวว่า :  ถ้าเช่นนั้นก็เชิญไปชำละล้างและทำความสะอาดร่างกายของท่าน และกลับมาหาฉัน ฉันจะบอกสิ่งที่ฉันได้รู้มา

         และเมื่อบิดามาถึง ฉันได้เสนออิสลามแก่ท่าน และท่านได้รับนับถือศาสนาอิสลามภายหลังจากนั้น ภรรยาของฉันได้มาหาฉัน

ฉันกล่าวเธอว่า : จงไปให้ไกลจากฉัน ฉันไม่ใช่พวกของเธอ และเธอก็ไม่ใช่พวกของฉัน

ภรรยาของฉันกล่าวว่า :   ทำไมเล่าถึงทำเช่นนี้ ทั้งๆที่ฉันรักท่านยิ่งกว่าบิดามารดาเสียอีก!

ฉันกล่าวแก่เธอว่า :  อิสลามได้แยกระหว่างตัวฉันกับเธอออกเสียแล้ว ฉันรับนับถือศาสนาอิสลามและปฎิบัติตาม
คำเชิญชวนของท่านมุฮัมหมัด

เธอกล่าวแก่ฉันว่า :   ศาสนาของท่านก็คือศาสนาของฉัน

ฉันกล่าวแก่เธอว่า :  ถ้าเช่นนั้นก็จงไปชำระล้างทำความสะอาดร่างกายของเธอแล้วกลับมาหาฉัน ฉันจะบอกเธอ ถึงสิ่งที่ฉันได้รู้มา

         และเมื่อภรรยามาถึง ฉันได้เสนออิสลามแก่เธอ และเธอได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

         หลังจากนั้นฉันได้เชิญชวน "เด๊าซฺ" ซึ่งเป็นหมู่คณะของฉันให้เข้ารับอิสลาม แต่ทว่าพวกเขา ได้ปฎิเสธ นอกจากอบูฮุรอยเราะห์ ซึ่งเป็นคนหนึ่งในตระกูลเด๊าซฺ ที่ตอบรับและเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามอย่างรวดเร็ว ฎุฟัยลฺกล่าวว่า ฉันและอบูฮุรอยเราะห์ได้มาหาท่านรอซูลที่มักกะห์

ท่านรอซูลกล่าวแก่ฉันว่า :  ท่านมีข่าวอะไรเกี่ยวกับ (เดาซฺ)

ฉันกล่าวว่า :   หัวใจของพวกเขาถูกปิดบังจากการเห็นความจริง และสิ่งชั่วช้าได้มีอำนาจเหนือพวกเขา

          ท่านร่อซูลได้ลุกขึ้นไปอาบน้ำละหมาด และละหมาด และท่านได้ยกมือขอดุอาอฺ อบูฮุรอยเราะห์กล่าวว่า เมื่อฉันเห็นท่านร่อซูลทำเช่นนั้น ฉันจึงกล่าวว่าท่านรอซูลจะขอความพินาศให้ประสบแก่ "เด๊าซฺ" ซึ่งเป็นหมู่คณะของฉัน แต่ทว่าท่านรอซูล ขอดุอาอฺวิงวอนว่า : ข้าแต่อัลเลาะห์ ขอพระองค์ทรงนำทางที่ถูกต้องให้แก่เด๊าซฺด้วยเถิด (ท่านกล่าวเช่นนี้สามครั้ง)
          หลังจากท่านรอซูลเสร็จจากคำวิงวอน และท่านได้หันหน้ามายังฎุฟัยลฺ โดยกล่าวว่า :
  จงกลับไปยังหมู่คณะของท่าน และเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

ฎุฟัยลฺกล่าวว่า :  ฉันยังคงอยู่ในดินแดน "เด๊าซฺ" ทำหน้าที่เชิญชวนเขาเหล่านั้นสู่อิสลาม จนกระทั่งท่านรอซูล  ได้อพยพจากมักกะห์ไปมะดีนะห์ และสงครามบัดรฺ อุฮุด และอัลคอนดั๊ก หรืออัลอะห์ซาบได้ผ่านไป ฉันได้มาหาท่านรอซูล  พร้อมกับหมู่ชนชาวเด๊าซฺจำนวนแปดสิบครอบครัว ซึ่งได้เข้ารับนับถืออิสลาม ท่านรอซูลมีความปิติยินดีต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก และได้แบ่งทรัพย์สินจากทรัพย์เชลยที่ท่านได้รับ จากสงครามบัดรฺให้แก่พวกเขา

พวกเราจึงกล่าวแก่ท่านว่า : โอ้ ท่านรอซูล โปรดให้พวกเรา (หมายถึงพวกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามจากเด๊าซฺ) อยู่เบื้องขวาของท่านในทุกๆสมรภูมิที่ท่านจะออกไป และโปรดให้เครื่องหมายของเราคือ คำว่า "มับรู้ร” ที่ดี

ท่านฎุฟัยลฺกล่าวว่า :  ฉันยังคงอยู่กับท่านร่อซูลจนกระทั่ง อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประทานการพิชิตมักกะห์ให้แก่ท่าน และฉันได้กล่าวแก่ท่านรอซูลว่า :

        โปรดส่งฉันไปยัง "ซิลกัฟฟัยนฺ" ซึ่งเป็นรูปปั้นของ อัมรฺ บินหะมะมะห์ เพื่อทำลายมัน

         แล้วท่านรอซูล  ได้อนุญาตให้แก่ฉัน ฉันจึงมุ่งไปยังรูปปั้นดังกล่าว พร้อมหมู่คณะของฉันจำนวนหนึ่ง เมื่อพวกเราไปถึงและจะลงมือทำลายรูปปั้นนั้น บรรดาชาย หญิง และเด็กต่างมาเฝ้าดูการกระทำของเรา โดยคิดว่ารูปปั้นจะไม่ปล่อยให้เราทำลายมันเปล่าๆ นอกจากเราจะต้องได้รับภัยอันตรายจากรูปปั้นนั้นเสียก่อน

         แต่ทว่าฎุฟัยลฺ ก็ทำลายรูปปั้นโดยการเผา และการกระทำของฎุฟัยลฺครั้งนี้เท่ากับเป็นการขจัดชิริกที่เหลืออยู่ให้หมด สิ้นไปจากหมู่ชน "เด๊าซฺ" และทำให้ผู้ที่ยังคงเหลืออยู่จากหมู่คณะของท่านได้รับนับถือศาสนาอิสลามทั้ง หมด

          หลังจากนั้นท่านฎุฟัยลฺยังคงอยู่กับท่านรอซูล  จนกระทั่งท่านรอซูลได้วะฝาด(เสียชีวิต)

          และเมื่ออำนาจผู้นำมุสลิมภายหลังจากท่านรอซูล  ตกอยู่ที่คอลีฟะฮฺ อบูบักรฺ อัศศิดดิ๊ก  ท่านฎุฟัยลฺและลูกของท่านได้ทำสัตยาบันกับท่าน อบูบักรฺ เพื่อแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฎิบัติตามและเชื่อฟังท่านคอลีฟะฮฺ อบูบักรฺ อัศศิดดิ๊ก  และเพื่อเป็นกำลังป้องกันและต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะห์
         
          เมื่อสงครามริดดะห์เกิดขึ้น *(สงครามริดดะห์ในที่นี้ หมายถึงกลุ่มที่ออกนอกแนวทางอิสลามหลังจากที่ท่านนบี สิ้นชีวิตโดยบางพวกไม่ยอมชำระซะกาต และบางพวกหันไปเชื่อฟัง (มุซัยละมะห์ อัลกัซซ๊าบ) จอมโกหกซึ่งอ้างตัวเป็นนบี) ท่านฎุฟัยลฺและบุตรชายของท่านได้ออกไปกับบรรดาทหารมุสลิมเพื่อสู้รบกับ มุซัยละมะห์ จอมโกหก และพรรคพวก
         

         ในระหว่างทางสู่เมืองญะมามะห์ ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในชานเมืองริยาฎ ซึ่งเป็นเมือง ที่มุซัยละมะห์และพรรคพวกชุมนุมกันที่นั้น ฎุฟัยลฺได้ฝันและท่านได้กล่าวแก่สหายที่ร่วมเดินทางไปด้วยว่า :   ฉันฝัน ช่วยทำนายความฝันให้แก่ฉันด้วย

สหายของฎุฟัยลฺกล่าวว่า :   ท่านฝันเห็นอะไร?

ฎุุฟัยลฺกล่าวว่า :  ฉันเห็นศรีษะของฉันถูกโกนและมีนกตัวหนึ่งออกจากปากฉัน และมีผู้หญิงคนหนึ่งเอาฉันเข้าไป ในท้องของเธอ และลูกของฉันพยายามจะมาหาฉัน แต่ทว่ามีสิ่งกีดกั้นระหว่างฉันกับเขา

สหายของฎุฟัยลฺกล่าวแก่เขาว่า :  ขออัลลอฮฺทรงให้การฝันของท่านเป็นสิ่งที่ดี

ท่านฎุฟัยลฺกล่าวว่า :   สำหรับฉัน ฉันจะทำนายว่า

การโกนศรีษะหมายถึง ศรีษะของฉันจะถูกตัด
นกที่ออกจากปาก หมายถึงวิญญาณของฉันจะออกจากร่าง
ผู้หญิงที่เอาฉันเข้าไปในท้องของเธอ หมายถึงฉันจะถูกฝัง ในแผ่นดิน
ที่แท้จริงฉันหวังว่าจะตายในสภาพที่เป็นชะฮีด
ส่วน การที่ลูกของฉันจะมาหาฉันหมายถึงว่า ลูกของฉันแสวงหาและปรารถนาที่จะตายชะฮีด ซึ่งฉัน จะได้รับ ถ้าอัลเลาะห์ทรงประสงค์ แต่ทว่าเขาจะบรรลุสิ่งนั้น(หมายถึงการตายชะฮีด) ภายหลังจากฉัน

         และในสงครามญะมามะห์ ท่านฎุฟัยลฺซึ่งเป็นซอฮาบะห์อาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งใช้พลังต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อนำชัยชนะให้แก่อิสลามจนกระทั่งท่านได้สิ้นชีวิตในสนามรบในฐานะที่เป็น ชะฮีด

         ส่วนอัมรฺ ลูกชายของท่านยังคงต่อสู้ในสงครามดังกล่าว จนกระทั่งอ่อนแรงลงเนื่องจากบาดเจ็บ และมือขวาของท่านถูกตัดในระหว่างการสู้รบ

         และท่านอัมรฺได้กลับไปยังมะดีนะห์ โดยทิ้งศพบิดา และมือขวาที่ถูกตัดเอาไว้ในสมรภูมิ

และสมัยคอลีฟะฮฺ อุมัร อิบนฺ อัลค็อฎฎ็อบ

         ท่านอัมรฺ บุตรท่านฎุฟัยลฺ มาหาท่านอุมัร ในขณะนั้นมีคนนำเอาอาหารมาให้แก่ท่านคอลีฟะฮฺ อุมัร ซึ่งมีคนหลายคนกำลังนั่งกันอยู่ ท่านอุมัรจึงเชิญคนเหล่านั้นมารับประทานอาหารกับท่าน ทันใดนั้นอัมรฺบุตร ท่านฎุฟัยลฺ ก็ขยับตัวห่างออกไปท่านคอลีฟะห์อุมัรเห็นการกระทำของท่านอัมรฺ จึงกล่าวว่า :   ทำไมถึงทำเช่นนั้น หรือทำเช่นนั้นเพราะอาย เพราะมือที่ถูกตัด?

อัมรฺกล่าวว่า :   ใช่แล้ว โอ้ท่าน อะมีรุลมุอฺมินีน
 
ท่านคอลีฟะห์ อุมัรกล่าวว่า :    ฉัน จะไม่รับประทานอาหารนี้เด็ดขาดจนกว่าท่านจะให้มือที่ถูกตัดนั้นสัมผัสกับ อาหารด้วย ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ว่า ในบรรดาคนที่กำลังร่วมอยู่ ณ ที่นี้ไม่มีคนหนึ่งคนใดที่ส่วนหนึ่งจากร่างกายของเขาอยู่ในสวรรค์นอกจากท่าน (ท่านคอลีฟะห์ อุมัร หมายถึงมือของอัมรฺบุตรท่านฎุฟัยลฺที่ถูกตัด)

         ความปรารถนาของอัมรฺ ที่จะตายเป็นชะฮีด ยังคงฝังอยู่ในจิตใจของท่าน นับตั้งแต่ทิ้งศพบิดาของท่าน ไว้ในสมรภูมิญะมามะห์ จนกระทั่งมาถึง ฮ.ศ. ที่15 ซึ่งในปีนั้น มีสมรภูมิอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิม กับโรมัน สงครามนั้นคือ สงครายัรมู๊ก ท่านอัมรฺได้ร่วมสู้รบในสงครามนี้จนกระทั่งเสียชีวิต และได้ตายชะฮีดดังที่บิดาได้ตั้งความหวังเอาไว้

         ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่ท่าน ฎุฟัยลฺ อัดเด๊าซีย์ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ที่ตายชะฮีด และเป็นบิดาของผู้ที่ตายชะฮีดด้วยเถิด

คัดลอกจาก www.islammore.com

ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
CAPTCHA
กรุณากรอกข้อความให้ถูกต้อง

Chat module by BoWoB Chat for Drupal