ท่านอัฏฏุฟัยลฺ อิบนิ อัมรฺ อัดเด๊าซีย์
เขียนโดย jihad เมื่อ 2 มิถุนายน, 2009 - 07:10.
ท่านฏุฟัยลฺ บุตรของอัมรฺ อัดเด๊าซีย์ เป็นหัวหน้าตระกูลเด๊าซ์ ในสมัยญาฮิลียะห์(สมัยก่อนอิสลาม)
ท่านเป็นบุคคลที่มีเกียรติคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีเกียรติในหมู่ชาวอาหรับ ทั้งหลาย นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นผู้มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีต่อผู้คนทั่ว ไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่อ่อนแอขัดสนและอนาถา
ท่านเป็นบุคคลที่กว้างขวาง มีผู้คนไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำ จนมีคำกล่าวเกี่ยวกับการปฎิบัติของท่านว่า
"หม้อของเขาไม่เคยลงจากเตา และประตูบ้านของเขาไม่ถูกปิดต่อผู้ที่มาหา"
คำกล่าวนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าท่านอัฎฎุฟัยลฺ มีใจบุญจนถึงขนาดเลี้ยงอาหารแก่ทุกคนที่มาหา และประตูบ้านของท่านเปิดต้อนรับแขกอยู่ตลอดเวลา
ท่านให้อาหารแก่ผู้ที่หิวกระหาย
ให้ความอบอุ่นแก่ผู้ที่ถูกข่มเหงและมีความกังวลใจ
เป็นผู้ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ได้รับภัยอันตราย
นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นคนเฉลียวฉลาดเป็นนักกวี เป็นผู้มีหูตาไว มองการณ์ไกล มีไหวพริบดี คำพูดของท่านมีอิทธิพลจูงใจผู้คนให้เชื่อถือตามท่าน
ท่านออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของท่านซึ่งอยู่ในดินแดนฎิฮามะห์ (อยู่ชายฝั่งทะเลแดงระหว่างเมืองฎออีฟกับเมืองอับฮา ปัจจุบันอยู่ในซาอุดิอาระเบีย) มุ่งหน้าไปสู่นครมักกะห์ ในช่วงระยะเวลานั้นพวกกุฟฟารกุเรชได้กระทำการรุนแรงต่อ ท่านรอซูล
และผู้นับถือศาสนาอิสลาม
ท่านรอซูลพยายามอย่างยิ่งที่จะชักชวนบุคคลทั้งหลายให้รู้จักอัลเลาะห์ ด้วยพลังการอิมานและสัจธรรม
ท่านรอซูล
ทำหน้าที่นี้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวมักกะห์หรือบุคคลภายนอกที่เข้ามา ณ นครมักกะห์ แต่พวกกุเรชพยายามขัดขวางการเชิญชวนของท่านทุกวิถีทาง เมื่อท่านฎุฟัยลฺพบกับปัญหานี้ ซึ่งท่านเองไม่ประสงค์ที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และท่านก็ไม่เคย คิดมาก่อนเลยว่า ณ นครมักกะห์จะมีผู้ประกาศศาสนาเป็นท่านมุฮัมหมัด และท่านไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลยว่าเกิดเรื่องกันขึ้นระหว่างท่านมุฮัมหมัด กับพวกกุเรช
ทั้งๆที่ท่านฎุฟัยลฺไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ แต่บังเอิญท่านก็ได้พบว่าตัวท่านได้เข้าร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ครั้งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้เราฟังคำของท่านฎุฟัยลฺเองในเรื่องนี้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดยิ่งเรื่องหนึ่ง
ท่านฎุฟัยลฺเล่าว่า : เมื่อฉันได้มาถึงมักกะฮฺ หัวหน้าของกุเรชคนสำคัญๆได้มาหาฉันและได้ให้การต้อนรับฉันอย่าง สมเกียรติ
หัวหน้าพวกกุเรชได้กล่าวแก่ฉันว่า : โอ้ท่านฎุฟัยลฺ ท่านได้ถึงเมือง(มักกะห์) ของเราแล้ว และผู้ชายคนนี้ (หมายถึงท่านนบีมุฮัมหมัด) ได้อ้างตัวเป็นนบี จึงทำให้พวกเราแตกแยกกัน เราเกรงว่า การที่ท่านคบค้าสมาคมติดต่อกับเขา จะทำให้พวกของท่านแตกแยกกัน และประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่เรากำลังประสบอยู่ ดังนั้นท่านจงอย่าพูดหรือฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากคนๆนี้เลย
แท้จริงคำพูดของเขามีอิทธิพลเหมือนไสยศาสตร์ สร้างความแตกแยกระหว่างพ่อกับลูก ระหว่างพี่กับน้องและสามีกับภรรยา
ฎุุุุฟัยลฺกล่าวว่า : ฉัน ขอสาบานว่า พวกเขา(กุเรช) ยังคงเล่าเรื่องแปลกประหลาดในด้านการลบหลู่ท่านมุฮัมหมัด และยังพยายามให้เกิดมีความหวาดกลัวแก่ฉันและหมู่คณะของฉันในเรื่องของท่านมุ ฮัมหมัด จนกระทั่ง ฉันตั้งใจและตัดสินที่จะไม่เข้าใกล้กับท่าน จะไม่พูดและจะไม่ฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากท่าน(มุฮัมหมัด)เลย
วันรุ่งขึ้นฉันเดินไปมัสยิดเพื่อทำการฎอวาฟรอบกะอฺบะห์และขอความจำเริญ และบารมีจากรูปปั้นที่วางอยู่รอบๆกะบะห์ *(รูปปั้นดังกล่าวได้ถูกทำลายลงเมื่อท่านรอซูล
และบรรดามุสลิมได้เข้าพิชิตมักกะห์)
รูปปั้นเหล่านี้แหละที่เรามุ่งไปให้เกียรติและให้การเคารพและฉันได้เอาสำลี อุดหูไว้เพื่อไม่ต้องการจะได้ยินคำพูดของมุฮัมหมัดเลย ทันใดที่ฉันเข้าไปในมัสญิด ฉันก็เห็นท่านมุฮัมหมัดยืนละหมาดที่อัลกะอฺบะห์ การละหมาดของท่านมุฮัมหมัดไม่เหมือนกับการละหมาดของพวกเราและการปฎิบัติศาสน กิจของท่านไม่เหมือนกับการปฎิบัติศาสนกิจของพวกเรา (มุชริกีน) ภาพนี้ได้สร้างความประทับใจแก่ฉัน การอิบาดะห์ของท่านทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้น ฉันเห็นตัวฉันกำลังเดินเข้าไปใกล้ท่านทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งฉันได้เข้าไปอยู่ใกล้ท่านทั้งๆที่ฉันไม่มีเจตนาที่จะเข้าไปใกล้ ท่านเลย แต่อัลเลาะห์ไม่ทรงประสงค์ตามที่ฉันต้องการพระองค์จึงทำให้ฉันได้ยินคำพูด ที่ดีๆจากปากของท่าน
ฉันกล่าวแก่ตัวเองว่า : โอ้ ฎุฟัยลฺขอความพินาศจงมาสู่เจ้าเถิด แท้จริงเจ้าเป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาดเป็นนักกวี และเจ้าสามารถจำแนกสิ่งที่ดีจากสิ่งที่เลวได้ฉะนั้น อะไรเล่าที่กีดกันเจ้าไม่ให้สดับฟังคำพูดที่ท่านมุฮัมหมัดพูด หากคำพูดของท่านมุฮัมหมัด นำสิ่งที่ดีมา ฉันก็จะรับไว้ และหากคำพูดของท่านนำสิ่งที่เลวมาฉันก็จะละทิ้งมันเสีย
ท่านฎุฟัยลฺกล่าวว่า : แล้วฉันยังคงอยู่ที่มัสยิดจนกระทั่งท่านมุฮัมหมัดกลับบ้าน ฉันเดินตามท่านไปและเข้าไปในบ้าน ของท่านมุฮัมหมัด
ฉันกล่าวแก่ท่านว่า : โอ้มุฮัมมัด แท้จริงหมู่คณะของท่าน(กุเรช)ได้กล่าวเกี่ยวกับท่านอย่างนั้น อย่างนี้ และพวกเขา พยายามกระทำเช่นนี้ จนกระทั่งฉันเกิดความหวาดกลัวท่าน ฉันได้เอาสำลีอุดหูสองข้างของฉัน เพื่อไม่ให้ได้ยินคำพูดของท่าน แต่แล้วอัลเลาะห์ไม่ทรงประสงค์นอกจากจะให้ฉันได้ยินคำพูดของท่าน ฉันจึงได้ยินและได้พบคำพูดดีๆจากท่าน ดังนั้น ท่านโปรดเล่าเรื่องราวของท่านให้ฉันฟังเถิด
ท่าน รอซูลจึงได้เล่าเรื่องราวของท่านให้ฎุฟัยลฺฟังและท่านได้อ่านซูเราะห์ อัลอิคลาศ (กุล ฮุวัลลอฮุ อะฮัด) และซูเราะห์ตุลฟะลัก ให้เขาฟัง
เขากล่าวว่า : ขอ สาบานด้วยอัลเลาะห์ว่า ฉันไม่เคยได้ยินคำพูดใดๆที่ดียิ่งกว่าคำพูดของท่าน และฉันไม่เคยเห็น กิจการใดๆที่มีความยุติธรรมยิ่งกว่ากิจการของท่าน
ณ ที่นี้ฉันจึงยื่นมือทั้งสองออกมาเพื่อทำสัตยาบัน กับท่านนบี แล้วฉันก็ปฎิญาณตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม โดยกล่าวว่า
"อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดุ อันนะมุฮัมมะดัร รอซูลุลลอฮ์”
มีความว่า : ฉันขอปฎิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ และฉันขอปฎิญาณว่า แท้จริงมุฮัมหมัด เป็นรอซูลของอัลเลาะห์"
ฎุฟัยลฺกล่าวว่า หลังจากฉันได้รับนับถือศาสนาอิสลาม ฉันอยู่ในมักกะห์ระยะหนึ่ง ได้เรียนรู้เรื่องราว ต่างๆเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และได้ท่องจำส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานอีกด้วย
เมื่อฉันตัดสินใจที่จะกลับไปยังหมู่คณะของฉัน ฉันได้พบกับ ท่านรอซูล
และกล่าวแก่ท่านว่า : โอ้ท่านรอซูล ฉันเป็นคนที่กลุ่มชนของฉันเชื่อฟัง และฉันจะกลับไปเชิญชวนพวกเขาให้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นขอท่านได้โปรดดุอาอฺวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้ฉันมีสัญญาณหนึ่งเพื่อที่ จะช่วยฉันในการเชิญชวนพวกเขาเหล่านั้นด้วยเถิด
ท่านรอซูล
กล่าวว่า : ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เขา(ฎุฟัยลฺ) มีสัญญาณหนึ่งที่จะช่วยให้เขาบรรลุถึงซึ่งความดีที่เขาได้ ตั้งเจตนาไว้ด้วยเถิด
ฉันได้ออกไปยังหมู่คณะของฉัน จนกระทั่งไปถึงยอดเขา จึงสามารถมองเห็นหมู่บ้านที่หมู่คณะของฉัน อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นมีแสง ซึ่งดูคล้ายตะเกียงปรากฎอยู่ระหว่างดวงตาของฉัน ฉันกล่าวว่า : ข้า แต่อัลเลาะห์ ขอพระองค์อย่าทรงให้มันอยู่บนใบหน้าของฉัน ด้วยฉันเกรงว่าจะทำให้หมู่คณะของฉันคิดว่ามันเป็นการลงโทษในการที่ฉัน เปลี่ยนศาสนา (คือเปลี่ยนจากศาสนาเดิมสู่ศาสนาอิสลาม) ทันใดนั้นแสงได้เปลี่ยนไปอยู่ที่หัวแส้ของฉัน จึงทำให้หมู่คณะของฉันเห็นแสงดังกล่าวอยู่ที่แส้คล้าย ตะเกียงที่ถูกแขวน ขณะที่ฉันกำลังลงจากยอดเขา เมื่อฉันได้ลงมาแล้ว บิดาของฉันซึ่งมีอายุมากแล้วได้มาหาฉัน
ฉันกล่าวแก่ท่านว่า : จงไปให้ไกลจากฉันเถิด ฉันไม่ใช่พวกของท่านและท่านก็ไม่ใช่พวกของฉัน
บิดาของฉันกล่าวว่า : ทำไมเล่า โอ้ลูกรัก?
ฉันกล่าวว่า : แท้จริงฉันได้รับนับถือศาสนาอิสลาม และปฎิบัติตามคำเชิญชวนของท่านนบีมุฮัมหมัด 
บิดาของฉันกล่าวว่า : โอ้ลูกรัก ศาสนาของลูกก็คือศาสนาของพ่อเช่นกัน
ฉันกล่าวว่า : ถ้าเช่นนั้นก็เชิญไปชำละล้างและทำความสะอาดร่างกายของท่าน และกลับมาหาฉัน ฉันจะบอกสิ่งที่ฉันได้รู้มา
และเมื่อบิดามาถึง ฉันได้เสนออิสลามแก่ท่าน และท่านได้รับนับถือศาสนาอิสลามภายหลังจากนั้น ภรรยาของฉันได้มาหาฉัน
ฉันกล่าวเธอว่า : จงไปให้ไกลจากฉัน ฉันไม่ใช่พวกของเธอ และเธอก็ไม่ใช่พวกของฉัน
ภรรยาของฉันกล่าวว่า : ทำไมเล่าถึงทำเช่นนี้ ทั้งๆที่ฉันรักท่านยิ่งกว่าบิดามารดาเสียอีก!
ฉันกล่าวแก่เธอว่า : อิสลามได้แยกระหว่างตัวฉันกับเธอออกเสียแล้ว ฉันรับนับถือศาสนาอิสลามและปฎิบัติตาม
คำเชิญชวนของท่านมุฮัมหมัด 
เธอกล่าวแก่ฉันว่า : ศาสนาของท่านก็คือศาสนาของฉัน
ฉันกล่าวแก่เธอว่า : ถ้าเช่นนั้นก็จงไปชำระล้างทำความสะอาดร่างกายของเธอแล้วกลับมาหาฉัน ฉันจะบอกเธอ ถึงสิ่งที่ฉันได้รู้มา
และเมื่อภรรยามาถึง ฉันได้เสนออิสลามแก่เธอ และเธอได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
หลังจากนั้นฉันได้เชิญชวน "เด๊าซฺ" ซึ่งเป็นหมู่คณะของฉันให้เข้ารับอิสลาม แต่ทว่าพวกเขา ได้ปฎิเสธ นอกจากอบูฮุรอยเราะห์ ซึ่งเป็นคนหนึ่งในตระกูลเด๊าซฺ ที่ตอบรับและเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามอย่างรวดเร็ว ฎุฟัยลฺกล่าวว่า ฉันและอบูฮุรอยเราะห์ได้มาหาท่านรอซูลที่มักกะห์
ท่านรอซูลกล่าวแก่ฉันว่า : ท่านมีข่าวอะไรเกี่ยวกับ (เดาซฺ)
ฉันกล่าวว่า : หัวใจของพวกเขาถูกปิดบังจากการเห็นความจริง และสิ่งชั่วช้าได้มีอำนาจเหนือพวกเขา
ท่านร่อซูลได้ลุกขึ้นไปอาบน้ำละหมาด และละหมาด และท่านได้ยกมือขอดุอาอฺ อบูฮุรอยเราะห์กล่าวว่า เมื่อฉันเห็นท่านร่อซูลทำเช่นนั้น ฉันจึงกล่าวว่าท่านรอซูลจะขอความพินาศให้ประสบแก่ "เด๊าซฺ" ซึ่งเป็นหมู่คณะของฉัน แต่ทว่าท่านรอซูล ขอดุอาอฺวิงวอนว่า : ข้าแต่อัลเลาะห์ ขอพระองค์ทรงนำทางที่ถูกต้องให้แก่เด๊าซฺด้วยเถิด (ท่านกล่าวเช่นนี้สามครั้ง)
หลังจากท่านรอซูลเสร็จจากคำวิงวอน และท่านได้หันหน้ามายังฎุฟัยลฺ โดยกล่าวว่า : จงกลับไปยังหมู่คณะของท่าน และเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ฎุฟัยลฺกล่าวว่า : ฉันยังคงอยู่ในดินแดน "เด๊าซฺ" ทำหน้าที่เชิญชวนเขาเหล่านั้นสู่อิสลาม จนกระทั่งท่านรอซูล
ได้อพยพจากมักกะห์ไปมะดีนะห์ และสงครามบัดรฺ อุฮุด และอัลคอนดั๊ก หรืออัลอะห์ซาบได้ผ่านไป ฉันได้มาหาท่านรอซูล
พร้อมกับหมู่ชนชาวเด๊าซฺจำนวนแปดสิบครอบครัว ซึ่งได้เข้ารับนับถืออิสลาม ท่านรอซูลมีความปิติยินดีต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก และได้แบ่งทรัพย์สินจากทรัพย์เชลยที่ท่านได้รับ จากสงครามบัดรฺให้แก่พวกเขา
พวกเราจึงกล่าวแก่ท่านว่า : โอ้ ท่านรอซูล โปรดให้พวกเรา (หมายถึงพวกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามจากเด๊าซฺ) อยู่เบื้องขวาของท่านในทุกๆสมรภูมิที่ท่านจะออกไป และโปรดให้เครื่องหมายของเราคือ คำว่า "มับรู้ร” ที่ดี
ท่านฎุฟัยลฺกล่าวว่า : ฉันยังคงอยู่กับท่านร่อซูลจนกระทั่ง อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประทานการพิชิตมักกะห์ให้แก่ท่าน และฉันได้กล่าวแก่ท่านรอซูลว่า :
โปรดส่งฉันไปยัง "ซิลกัฟฟัยนฺ" ซึ่งเป็นรูปปั้นของ อัมรฺ บินหะมะมะห์ เพื่อทำลายมัน
แล้วท่านรอซูล
ได้อนุญาตให้แก่ฉัน ฉันจึงมุ่งไปยังรูปปั้นดังกล่าว พร้อมหมู่คณะของฉันจำนวนหนึ่ง เมื่อพวกเราไปถึงและจะลงมือทำลายรูปปั้นนั้น บรรดาชาย หญิง และเด็กต่างมาเฝ้าดูการกระทำของเรา โดยคิดว่ารูปปั้นจะไม่ปล่อยให้เราทำลายมันเปล่าๆ นอกจากเราจะต้องได้รับภัยอันตรายจากรูปปั้นนั้นเสียก่อน
แต่ทว่าฎุฟัยลฺ ก็ทำลายรูปปั้นโดยการเผา และการกระทำของฎุฟัยลฺครั้งนี้เท่ากับเป็นการขจัดชิริกที่เหลืออยู่ให้หมด สิ้นไปจากหมู่ชน "เด๊าซฺ" และทำให้ผู้ที่ยังคงเหลืออยู่จากหมู่คณะของท่านได้รับนับถือศาสนาอิสลามทั้ง หมด
หลังจากนั้นท่านฎุฟัยลฺยังคงอยู่กับท่านรอซูล
จนกระทั่งท่านรอซูลได้วะฝาด(เสียชีวิต)
และเมื่ออำนาจผู้นำมุสลิมภายหลังจากท่านรอซูล
ตกอยู่ที่คอลีฟะฮฺ อบูบักรฺ อัศศิดดิ๊ก
ท่านฎุฟัยลฺและลูกของท่านได้ทำสัตยาบันกับท่าน อบูบักรฺ เพื่อแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฎิบัติตามและเชื่อฟังท่านคอลีฟะฮฺ อบูบักรฺ อัศศิดดิ๊ก
และเพื่อเป็นกำลังป้องกันและต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะห์
เมื่อสงครามริดดะห์เกิดขึ้น *(สงครามริดดะห์ในที่นี้ หมายถึงกลุ่มที่ออกนอกแนวทางอิสลามหลังจากที่ท่านนบี สิ้นชีวิตโดยบางพวกไม่ยอมชำระซะกาต และบางพวกหันไปเชื่อฟัง (มุซัยละมะห์ อัลกัซซ๊าบ) จอมโกหกซึ่งอ้างตัวเป็นนบี) ท่านฎุฟัยลฺและบุตรชายของท่านได้ออกไปกับบรรดาทหารมุสลิมเพื่อสู้รบกับ มุซัยละมะห์ จอมโกหก และพรรคพวก
ในระหว่างทางสู่เมืองญะมามะห์ ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในชานเมืองริยาฎ ซึ่งเป็นเมือง ที่มุซัยละมะห์และพรรคพวกชุมนุมกันที่นั้น ฎุฟัยลฺได้ฝันและท่านได้กล่าวแก่สหายที่ร่วมเดินทางไปด้วยว่า : ฉันฝัน ช่วยทำนายความฝันให้แก่ฉันด้วย
สหายของฎุฟัยลฺกล่าวว่า : ท่านฝันเห็นอะไร?
ฎุุฟัยลฺกล่าวว่า : ฉันเห็นศรีษะของฉันถูกโกนและมีนกตัวหนึ่งออกจากปากฉัน และมีผู้หญิงคนหนึ่งเอาฉันเข้าไป ในท้องของเธอ และลูกของฉันพยายามจะมาหาฉัน แต่ทว่ามีสิ่งกีดกั้นระหว่างฉันกับเขา
สหายของฎุฟัยลฺกล่าวแก่เขาว่า : ขออัลลอฮฺทรงให้การฝันของท่านเป็นสิ่งที่ดี
ท่านฎุฟัยลฺกล่าวว่า : สำหรับฉัน ฉันจะทำนายว่า
การโกนศรีษะหมายถึง ศรีษะของฉันจะถูกตัด
นกที่ออกจากปาก หมายถึงวิญญาณของฉันจะออกจากร่าง
ผู้หญิงที่เอาฉันเข้าไปในท้องของเธอ หมายถึงฉันจะถูกฝัง ในแผ่นดิน
ที่แท้จริงฉันหวังว่าจะตายในสภาพที่เป็นชะฮีด
ส่วน การที่ลูกของฉันจะมาหาฉันหมายถึงว่า ลูกของฉันแสวงหาและปรารถนาที่จะตายชะฮีด ซึ่งฉัน จะได้รับ ถ้าอัลเลาะห์ทรงประสงค์ แต่ทว่าเขาจะบรรลุสิ่งนั้น(หมายถึงการตายชะฮีด) ภายหลังจากฉัน
และในสงครามญะมามะห์ ท่านฎุฟัยลฺซึ่งเป็นซอฮาบะห์อาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งใช้พลังต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อนำชัยชนะให้แก่อิสลามจนกระทั่งท่านได้สิ้นชีวิตในสนามรบในฐานะที่เป็น ชะฮีด
ส่วนอัมรฺ ลูกชายของท่านยังคงต่อสู้ในสงครามดังกล่าว จนกระทั่งอ่อนแรงลงเนื่องจากบาดเจ็บ และมือขวาของท่านถูกตัดในระหว่างการสู้รบ
และท่านอัมรฺได้กลับไปยังมะดีนะห์ โดยทิ้งศพบิดา และมือขวาที่ถูกตัดเอาไว้ในสมรภูมิ
และสมัยคอลีฟะฮฺ อุมัร อิบนฺ อัลค็อฎฎ็อบ 
ท่านอัมรฺ บุตรท่านฎุฟัยลฺ มาหาท่านอุมัร ในขณะนั้นมีคนนำเอาอาหารมาให้แก่ท่านคอลีฟะฮฺ อุมัร ซึ่งมีคนหลายคนกำลังนั่งกันอยู่ ท่านอุมัรจึงเชิญคนเหล่านั้นมารับประทานอาหารกับท่าน ทันใดนั้นอัมรฺบุตร ท่านฎุฟัยลฺ ก็ขยับตัวห่างออกไปท่านคอลีฟะห์อุมัรเห็นการกระทำของท่านอัมรฺ จึงกล่าวว่า : ทำไมถึงทำเช่นนั้น หรือทำเช่นนั้นเพราะอาย เพราะมือที่ถูกตัด?
อัมรฺกล่าวว่า : ใช่แล้ว โอ้ท่าน อะมีรุลมุอฺมินีน
ท่านคอลีฟะห์ อุมัรกล่าวว่า : ฉัน จะไม่รับประทานอาหารนี้เด็ดขาดจนกว่าท่านจะให้มือที่ถูกตัดนั้นสัมผัสกับ อาหารด้วย ขอสาบานด้วยอัลเลาะห์ว่า ในบรรดาคนที่กำลังร่วมอยู่ ณ ที่นี้ไม่มีคนหนึ่งคนใดที่ส่วนหนึ่งจากร่างกายของเขาอยู่ในสวรรค์นอกจากท่าน (ท่านคอลีฟะห์ อุมัร หมายถึงมือของอัมรฺบุตรท่านฎุฟัยลฺที่ถูกตัด)
ความปรารถนาของอัมรฺ ที่จะตายเป็นชะฮีด ยังคงฝังอยู่ในจิตใจของท่าน นับตั้งแต่ทิ้งศพบิดาของท่าน ไว้ในสมรภูมิญะมามะห์ จนกระทั่งมาถึง ฮ.ศ. ที่15 ซึ่งในปีนั้น มีสมรภูมิอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิม กับโรมัน สงครามนั้นคือ สงครายัรมู๊ก ท่านอัมรฺได้ร่วมสู้รบในสงครามนี้จนกระทั่งเสียชีวิต และได้ตายชะฮีดดังที่บิดาได้ตั้งความหวังเอาไว้
ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่ท่าน ฎุฟัยลฺ อัดเด๊าซีย์ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ที่ตายชะฮีด และเป็นบิดาของผู้ที่ตายชะฮีดด้วยเถิด
คัดลอกจาก www.islammore.com
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 688 ครั้ง





ความเห็นล่าสุด
8 weeks 6 hours ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
36 weeks 4 days ก่อน
42 weeks 3 days ก่อน
47 weeks 4 days ก่อน
48 weeks 2 days ก่อน
1 ปี 4 weeks ก่อน