เมื่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในห้วงแห่งปัญหา และอิสลามคือทางแก้ แต่...
เขียนโดย jihad เมื่อ 28 มีนาคม, 2009 - 23:15.เป็นที่ยอมรับกันในหลายๆ ชาติตะวันตก ที่กำลังพบกับปัญหาเศรษฐกิจ ที่มีระบบดอกเบี้ยของยิวเป็นต้นกำเนิดของปัญหา และทำให้คนจำนวนมากกำลังหันมาศึกษา ให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐศาสตร์อิสลาม ซึ่งถือเป็นสัจธรรมแห่งธุรกรรมการเงินกันมากขึ้น แต่ในบ้านเมืองเรา เรื่องนี้กับถูกเมินเฉย เมื่อธนาคารปลอดดอกเบี้ยกลับไปไล่กว้านซื้อหนี้ของธนาคารดอกเบี้ย พยายามนำผ้าขาวไปเช็ดสิ่งสกปรก ด้วยคิดว่าสิ่งสกปรกนั้นจะไม่ติดมากับผ้าขาวนั้น แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร นอกเสียจากท่านจะไม่ทำความสะอาดปล่อยให้มันสกปรกต่อไป
ดังเช่นที่ธนาคารอิสลามอังกฤษ (Islamic Bank of Britain) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ที่มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในช่วงแห่งภาวะวิกฤติเช่นนี้ โดย คุณสตีเฟน อามอส หัวหน้าการตลาดของธนาคารอิสลามอังกฤษเคยบอกไว้ว่า : “ลูกค้าหลักของเราก็ต้องเป็นมุสลิมอยู่ดี แต่ลูกค้าที่มิใช่มุสลิมก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์”
“เรา เจอว่าช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าหันมาที่แบงก์เราเยอะมาก ซึ่งเหตุผลของลูกค้าเหล่านี้ก็คือเราเป็นธนาคารที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต สินเชื่อ”
“สาเหตุของวิกฤตการเงินหนนี้มีสองประการ ประการแรกคือสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งแบงก์ต่างๆ กู้ยืมซึ่งกันและกันในตลาดการเงิน แต่แบงก์อิสลามไม่กู้ยืมในตลาดการเงินเพราะเราเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยไม่ได้”
“เหตุผลประการที่สอง ธนาคารอิสลามจะให้กู้ได้ก็ต้องมีทรัพย์สินมาค้ำประกัน ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหรือบริการ และหากจะซื้อขายทรัพย์สินละก็ คุณต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินก่อน”
“การที่โลกการเงินตะวันตกออกเครื่องมือการเงินที่ซับซ้อนหรือตรา สารอนุพันธ์มาจำนวนมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้โลกการเงินตะวันตกไม่สนใจกับทรัพย์สินที่แท้จริง”
“ซึ่งตรงข้ามกับธนาคารอิสลามที่ระบบการเงินอิสลามขจัดความเสี่ยงเหล่านั้นออกไปหมด ไม่ทำธุรกรรมแบบนั้น”
“แบงก์พาณิชย์ทั่วๆ ไปไม่รู้หรอกตอนซื้อดีริเวทีฟส์เหล่านี้ (หมายถึงไปซื้อซับไพรม์อเมริกาเข้า) แต่แบงก์อิสลามเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับซับไพรม์เพราะเราทำไม่ได้”
“เรารับประกันว่าเราจะไม่นำเงินฝากของคุณไปลงทุนในธุรกิจเหล้าเบียร์ ยาสูบ บุหรี่ กิจการลามก และการพนันทั้งหลาย”
นี่คือคำมั่นที่ธนาคารอิสลามแห่งอังกฤษซึ่งเป็นธนาคารตามหลักชารีอะฮ์แห่งเดียวของประเทศ สร้างความเชื่อมันให้กับชาวอังกฤษ และชาวยุโรปที่แห่กันเอาเงินมาฝากกับธนาคารแห่งนี้ และธนาคารหลายแห่งก็ได้เป็นทางรอดของหลายประเทศ เช่นที่ ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ของอินโดนีเซีย กล่าวในระหว่างเปิดการประชุมเวิลด์ อิสลามิก อีโคโนมิก ฟอรัม ที่กรุงจาการ์ตา โดย เรียกร้องให้ธนาคารอิสลามรับบทนำในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญวิกฤติการเงินใน ขณะนี้
แต่อาจไม่ได้หมายความว่าธนาคารที่ใช้ชื่อว่า ธนาคารอิสลามจะเป็นเช่นดังกล่าวต้นทั้งหมด หากว่าธนาคารเหล่านั้นใช้อิสลามแต่เพียงแค่ชื่อ มันคงไม่ต่างอะไรกับคนมุสลิมที่มีเพียงบัตรประจำตัวเท่านั้นที่ระบุว่านับถือศาสนาอิสลาม
ดังที่จะเห็นได้จากข่าวที่ออกมาในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่นในช่วงเดือนก่อนที่มีรายงานว่า ธนาคารอิสลามในประเทศนี้จะปล่อยกู้แก่เอกชนในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 3 ปี ซึ่งให้ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยไว้ที่ 3-6 เดือน สำหรับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะค้ำประกันดอกเบี้ยที่ 1.75% ต่อปี ซึ่งเฟสต้าได้เตรียมยื่นเสนอขอต่อ บสย.ให้ช่วยลดการค้ำประกันผู้ประกอบการจาก 1.75% ต่อปี เหลือที่ 1.25-.15% ต่อปี เพื่อผู้ประกอบการจะได้มีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายรวมกันแล้วไม่เกิน 3%
และรายงานอีกชิ้นที่ออกมาเมื่อกลางเดือนนี้ ที่รายงานจากการเปิดเผยของ นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานประจำเดือนมีนาคม 2552 ถึงความคืบหน้าโครงการธนาคารประชาชน ว่า ขณะนี้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการขอสิน เชื่อไปลงทุนทำร้านข้าวแกงราคาถูก ตามนโยบายของ กทม.รวมถึงยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ค้ากล้วยแขก ก๋วยเตี๋ยวที่มีหนี้นอกระบบแบบถูกต้องได้เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ โดยธนาคารอิสลามฯ จะให้สินเชื่อตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท ต่อ 1 ราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี มีผู้ค้ำประกัน 2 ราย แต่หากขอขยายวงเงินถึง 100,000 บาท ให้เพิ่มผู้ค้ำประกันอีก 1 ราย
นอกจากนี้ ในส่วนของความคืบหน้าการช่วยเหลือข้าราชการ-ลูกจ้างกทม.ที่เป็นหนี้ค้างชำระ บัตรเครดิตในสถาบันการเงินต่างๆ นั้น ธนาคารอิสลามฯ ก็จะเข้ามารับซื้อหนี้ดังกล่าว โดยเปลี่ยนมาผ่อนชำระกับธนาคารอิสลามฯแทนในอัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี
นับเป็นรายงานที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับธนาคารดังกล่าว และทำให้ขาดความเชื่อมั่นในผู้บริหารธราคาร รวมถึงคณะนักวิชาการศาสนาที่เป็นที่ปรึกษาอยู่ในธนาคารแห่งนี้ ซึ่งทำเหมือนกับไม่รู้ว่านั่นทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตนก็รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันขัดกับหลักการศาสนาอย่างชัดเจน
ขณะที่ในยุโรปเองอย่างเช่นที่ คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยสตราส์บวก ของฝรั่งเศสก็ได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านการเงินอิสลามหรือ ‘อิสลามมิกไฟแนนซ์’ เพราะยอมจำนนต่อสัจธรรมอันแท้จริง นับเป็นการตื่นตัวของคนทั่วโลก ทั้งที่เป็นมุสลิม และไม่ใช่มุสลิม
ซึ่งมันขัดแย้งอย่างแท้จริงกับการดำเนินกิจกรรมของธนาคารอิสลามในประเทศแห่งนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.ท.สมชาย วิรุฬหผล ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้แสดงถึงภาวะการเป็นผู้นำของธนาคารแห่งนี้ด้วยการ ประสานกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กรณีที่ธนาคารจะค้ำประกันผู้ส่งออก ในลักษณะเดียวกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มีวงเงินค้ำประกันประมาณ 5,000-8,000 ล้านบาท ให้ผู้ส่งออกทุกกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าฮาลาล จะค้ำประกันประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สถาบันการเงิน ในการเปิดแอลซีกับผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ยังเตรียมเปิดสาขาในดูไบและบาห์เรน เพื่อความสะดวกแก่ผู้ส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลาง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของท่าน ทำเรื่องแบบนี้ออกมา มันได้ไปกลบเรื่องดีๆ ที่ท่านได้ทำไว้อย่างมิดชิด
และจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือ ความไม่รู้แต่อวดรู้ หรือการหลับใหลของบอร์ดศาสนาก็ไม่ดี ถ้าไม่เร่งแก้ไข ปล่อยให้ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ความภูมิใจของมุสลิมทั้งชาติ อาจสลายไปกับการกระทำของคนเพียงกลุ่มเดียวก็เป็นได้
เรียบเรียงโดย : บินยะห์ยา
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 1007 ครั้ง





ความเห็นล่าสุด
8 weeks 6 hours ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
24 weeks 6 days ก่อน
36 weeks 4 days ก่อน
42 weeks 3 days ก่อน
47 weeks 4 days ก่อน
48 weeks 2 days ก่อน
1 ปี 4 weeks ก่อน