“ ในหมู่ผู้ศรัทธามีบุรุษผู้มีสัจจะต่อสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาต่ออัลลอฮ์เอาไว้ ดังนั้นในหมู่พวกเขามีผู้ปฏิบัติตามสัญญาของเขา และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ยังคอย(การตายชะฮีด) โดยที่พวกเขามิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด” [อัล-อะฮฺซาบ 33 : 23]
ในขณะที่ชีวิตในดุนยาของเราดำเนินไป...วันแล้ว...วันเล่า...คืนแล้ว...คืนเล่า เรื่องราว ปัญหา และสรรพสิ่งต่าง ๆ แห่งดุนยาได้เข้ามาแบ่งปันพื้นที่ในชีวิตของเราเท่า ๆ หรืออาจมากยิ่งกว่าเรื่องราวแห่งอาคิเราะฮฺ ดุนยายังคงทำให้เราสุขและทุกข์ ลิงโลดและว้าวุ่นใจ สมหวังและผิดหวัง...ได้อยู่เรื่อยไป
ช่วงเวลาเดียวกัน...ชีวิตคนอีกกลุ่ม1 ของอุมมะฮฺนี้ยังคงดำเนินไปในตลาดแห่งเสียงปืน ตลาดที่พวกเขาได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้อภิบาลแห่งสากลโลก โดยมีชีวิตของพวกเขาเป็นสินค้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับสวนสวรรค์ของพระองค์ พวกเขาละทิ้งความสุขสบายที่ท้ายแถวเพื่อมุ่งหน้าสู่ความยากลำบากในแนวรบด้านหน้า บางส่วนของพวกเขายังคงใช้วันและคืนอันหนักหนาไปในแนวรบทั้งบนภูเขา และท้องทะเลทราย อีกบางส่วนของพวกเขาได้รับคัดเลือกแล้วให้ล่วงหน้าไปก่อนสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ หากเรื่องราวของพวกเขายังคงมีชีวิตเสมอในหัวใจของคนที่อยู่เบื้องหลัง...คนที่หวังจะได้ร่วมกองคาราวานเดียวกับพวกเขา
หน้าประวัติศาสตร์อิสลามเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้กล้า...ลูกผู้ชาย...และอัศวิน 1ในบรรดาอัศวินเหล่านั้นเองที่เคยกล่าวไว้ว่า “หน้าประวัติศาสตร์อิสลามไม่เคยถูกเขียนขึ้น เว้นแต่ด้วยเลือดของชุฮะดาอฺ...เรื่องราวของชุฮะดาอฺ...และแบบอย่างของชุฮะดาอฺ”
เขา...ผู้กล่าวประโยคข้างต้น ไม่เพียงแต่‘กล่าว’เท่านั้น หากยัง‘ทำ’ให้ เห็นด้วยว่าคำกล่าวของเขานั้นเป็นความจริง หน้าประวัติศาสตร์อิสลลามยินดีต้อนรับเขาเฉกเช่นที่เคยต้อนรับบรรดานักสู้คน อื่นๆ ในทุกยุคสมัย
เขา...คือคนที่ผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการญิฮาดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข่าวกรองหรือนักวิจัย มุญาฮิดีนหรือเอฟบีไอ...จะละเว้นที่จะพูดถึงประวัติ ผลงาน และถ้อยคำของเขาไม่ได้เลย
เขา...คือคนที่นิตยสารไทม์ขนามนามว่าเป็น ‘ผู้คืนชีพให้แก่การญิฮาดแห่งศตวรรษที่20’ ในขณะที่อุซามะฮฺ บินลาดิน กล่าวว่า “หลังจากเขาแล้ว...มุสลิมะฮฺของประชาชาตินี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า พวกเธอไม่สามารถให้กำเนิดบุรุษเยี่ยงเขาได้อีก”
เขา...คือ คนที่รวมคน2ประเภทอันเป็นหัวใจของอุมมะฮฺนี้ นั่นคือ ‘อุละมาอฺ’ และ ‘มุญาฮิดีน’เข้าไว้ในตัวคน ๆ เดียว
เขาคือ ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัซซาม...อาลิมที่บรรดาอุละมาอฺยกให้อยู่แถวหน้าในสนามความรู้ มุญาฮิดที่บรรดามุญาฮิดีนยกให้อยู่แถวหน้าในสนามการรบ
ข้อมูลจาก http://pee-nu-d.spaces.live.com/
ปีค.ศ.1941 ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ ยูซุฟ อัซซามได้ถือกำเนิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองญินีน ประเทศปาเลสไตน์ ท่าน ถูกเลี้ยงดูมาท่ามกลางบรรยากาศของครอบครัวที่เคร่งครัดในศาสนา ครอบครัวของท่านได้สนับสนุนการศึกษาอิสลามของท่านตั้งแต่อายุยังน้อย ความเฉลียวฉลาดและบุคลิกภาพอันสุขุมสงบเสงี่ยมผิดจากเด็กอื่น ๆ ของท่านเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านละแวกนั้น
หลังจากจบประถมและมัธยมจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านแล้ว ชัยคฺอัซซามก็ได้เข้าเรียนต่อที่กุลลียะฮฺ(วิทยาลัย)เคาะดูรียะฮฺจนกระทั่งได้ประกาศนียบัตร โดยที่ท่านเป็นนักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดในกุลลียะฮฺ จากนั้นท่านได้ย้ายไปเป็นครูสอนหนังสือในหมู่บ้านทางตอนใต้ของจอร์แดนระยะ1 ก่อนจะมาเรียนต่อทางด้านชะรีอะฮฺจนจบปริญญาที่มหาวิทยาลัยดามัสกัสในปี 1966 ขณะที่เรียนอยู่ที่นี่ท่านได้กลับไปเยี่ยมบ้านบางครั้ง และได้แต่งงานกับมุสลิมะฮฺที่ครอบครัวสนิทสนมกัน ภรรยาของท่านเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘อุมมุ มุฮัมมัด’ ชัยคฺอัซซามมีลูกชาย 5 คน ได้แก่ มุฮัมมัด อิบรอฮีม ฮุซัยฟะฮฺ ฮัมซะฮฺ และมุศอับ ส่วนลูกสาวอีก 3 คน ชื่อฟาติมะฮฺ วะฟาอฺ และสุมัยยะฮฺ
หลังจากเรียนจบเพียงปีเดียว กองทัพของอิสราเอลก็ได้เข้ายึดครองที่ดินในเวสต์แบงค์อย่างเต็มรูปแบบ ชัยคฺอัซซามตัดสินใจฮิจเราะฮฺไปยังจอร์แดนเพื่อเรียนรู้เรื่องราวและทักษะการต่อสู้ เพราะในสภาพการณ์ขณะนั้นท่านไม่สามารถทำอะไรได้ภายในปาเลสไตน์ นอกจากยอมอยู่ภายใต้การปกครองของยิว
ช่วงท้ายของศตวรรษที่1960 ชัยคฺอัซซามมีโอกาสได้เข้าร่วมการญิฮาดต่อต้านอิสราเอลกับกองกำลังในจอร์แดน ก่อนที่ท่านจะเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโททางด้านชะรีอะฮฺจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร ในปี 1970 กองกำลังของ PLO (องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์)ถูกโจมตีอย่างหนักจนทำให้การญิฮาดต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอลต้องประสบภาวะชะงักงันไปชั่วขณะ ในช่วงเวลานี้ชัยคฺอัซซามได้ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยจอร์แดนในกรุงอัมมานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ท่านจะได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรให้ไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกสาขาอุศูลุลฟิกฮฺในปี1973 ขณะนั้นท่านอายุประมาณ 32 ปีเท่านั้น
ในขณะที่อาศัยอยู่ในอียิปต์นี้ชัยค์อัซซามได้มีโอกาสไปมาหาสู่กับครอบครัวของซัยยิด กุฏบฺอยู่เนือง ๆ นักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยกล่าวว่าชัยคฺอัซซามได้รับอิทธิพลจากความคิดของซัยยิด กุฏบฺ ในขณะที่ชัยคฺ อัซซามเองกล่าวว่า “ใครที่อ่านหนังสือของซัยยิด กุฏบฺก็ต้องได้รับอิทธิพลจากเขา” และยังเคยบรรยายให้ลูกศิษย์ของท่านฟังด้วยว่า “ฟีซิลาลิลกุรอาน(ตัฟซีรอัล-กุรอานของซัยยิด กุฏบฺ)เป็นหนังสือที่ฉันแนะนำทั้งตัวเองและพวกท่านทุกคนให้อ่าน”
หลังสำเร็จการศึกษา ชัยคฺอัซซามได้เข้าร่วมการญิฮาดในปาเลสไตน์ แต่สภาพการณ์ที่เป็นไปในขบวนการการต่อสู้นี้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้ที่เรียกตัวเองว่านักสู้แต่กลับห่างไกลจากอิสลามทำให้ท่านเกิดคำถามมากมายในใจ จนกระทั่งวัน1 ชัยคฺอัซซามได้เอ่ยถามผู้ร่วมขบวนการคนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาว่า “ศาสนาอะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการการต่อสู้นี้” และชายคนนั้นก็ตอบท่านอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า “การต่อสู้นี้ไม่มีศาสนาอะไรทั้งนั้นอยู่เบื้องหลังมัน!”
คำตอบสั้น ๆ นั้นเพียงพอสำหรับชัยคฺอัซซามที่จะเดินทางออกจากปาเลสไตน์ไปสอนหนังสือในซาอุดีอารเบีย
ข้อมูลจาก http://pee-nu-d.spaces.live.com/
ในปี 1979 เมื่อกองทัพคอมมิวนิสต์โซเวียตบุกเข้าอัฟกานิสถาน ชัยคฺอัซซามซึ่งแน่ใจแล้วว่าเครื่องมือเดียวที่จะนำพาชัยชนะมาสู่อุมมะฮฺนี้คือญิฮาด ได้ออกจากการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคิงอับดุลอาซีซในญิดดะฮฺ แล้วพาครอบครัวเดินทางไปยังปากีสถานเพื่อหาทางเข้าสู่อัฟกานิสถานต่อไป ปรากฏว่าท่านเป็นชาวอาหรับคนแรก ๆ ที่ได้เข้าร่วมการญิฮาดต่อต้านโซเวียตในอัฟกันครั้งนี้
‘อุมมุ มุฮัมมัด’ภรรยาของชัยคฺอัซซามได้เล่าถึงวิถีชีวิตของสามีก่อนที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิจริงว่า “นับตั้งแต่แต่งงาน จนกระทั่งก่อนอพยพไปปากีสถาน ชัยคฺอัซซามได้เตรียมตัวของท่านให้พร้อมสำหรับการญิฮาดและสำหรับชีวิตที่ยากลำบากมาตลอด ในฤดูหนาวที่หนาวจัด ท่านเคยออกไปละหมาดฟัจญร์โดยใช้น้ำที่เย็นจัดในการอาบน้ำละหมาด โดยปกติท่านจะรับประทานอาหารเพียงชนิดเดียว บางครั้งก็รับประทานเพียงมื้อเดียวต่อวัน และบางครั้งก็รับประทานแต่เพียงขนมปัง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านมีกางเกงใช้เพียงสองตัว โดยจะใส่ตัวหนึ่งและซักอีกตัวหนึ่งสลับกัน ถึงอย่างนั้นท่านก็เป็นคนรักความสะอาดมาก ท่านเคยไปใช้ชีวิตในหุบเขาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะเป็นมุญาฮิด...ญิฮาดกับชัยคฺอัซซาม ก็เหมือนน้ำกับปลา!”
ขณะ ที่พักในปากีสถาน ชัยคฺอัซซามได้ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยนานาชาติ เมืองอิสลามาบัดอยู่บ้าง ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลิกหน้าที่นี้ เพื่อไปทุ่มเทให้การญิฮาดภาคสนามอย่างเต็มที่ จากอิสลามาบัด ชัยคฺอัซซามและครอบครัวได้เดินทางต่อไปยังเปชาวาร์เพื่อเข้าใกล้สมรภูมิญิฮาดให้มากยิ่งขึ้น และที่เปชาวาร์นี้เองที่ท่านได้ก่อตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนฝึกฝนทักษะทางการทหารให้แก่มุญาฮิดีนในนาม ‘บัยตุลอันซอร’ ในขณะที่ครอบครัวของท่านก็เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจนี้ด้วยหัวใจชนิดเดียวกัน โดยภรรยาของท่านเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับเด็กกำพร้าภายในอัฟกานิสถานตลอดช่วงเวลาแห่งสงคราม
เปชาวาร์ นับเป็นเมืองสำคัญที่อยู่เกือบติดชายแดนปากี-อัฟกัน ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงคาบูลเมืองหลวงของอัฟกัน จากจุดนี้ชัยคฺอัซซามสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในสมรภูมิญิฮาดในอัฟกันได้อย่าง ไม่ลำบากนัก ท่านได้เดินทางเข้าไปในอัฟกานิสถานโดยไม่ได้พักอยู่นานในสถานที่เดียว แต่ได้เดินทางไปทั่วเขตแดนอัฟกันไม่ว่าจะเป็นเมืองสำคัญ ๆ อย่างคาบูล ญาลาลาบัด กันดาฮาร์ หรือตามหุบเขาและหมู่บ้านรายทางต่าง ๆ การ เดินทางนี้ได้เปิดโอกาสให้ชัยคฺอัซซามได้พบเห็นเป็นประจักษ์พยานถึงการ ต่อสู้ของเหล่าผู้ขายชีวิตชั่วคราวของพวกเขาเพื่อพิทักษ์ดีนของอัลลอฮฺ ซึ่งในระยะแรกของสงครามดูเหมือนมุญาฮิดีนส่วนมากจะเป็นชาวอัฟกันเสียส่วนใหญ่
จากการเดินทางไปในแนวรบด้านหน้า ชัยคฺอัซซามจะกลับมาที่เปชาวาร์บ้างบางครั้ง โดยท่านจะให้ความรู้เกี่ยวกับญิฮาดอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา นอกจากจะปลุกใจให้มุสลิมผู้นั่งอยู่เบื้องหลังไม่ว่าในมุมใดของโลกออกมาร่วมคาราวานสู่สวรรค์ขบวนนี้แล้ว ท่านยังพยายามที่จะสร้างความเป็นเอกภาพในท่ามกลางมุญาฮิดีนหลากหลายกลุ่มขึ้นด้วย
ตลอดช่วงเวลาแห่งการญิฮาดในอัฟกานิสถานครั้งนี้ ชัยคฺอัซซามได้ทุ่มเททั้งเรียวแรง ความรู้ และทุกสิ่งที่ท่านมีไปในหนทางของอัลลอฮฺ ท่านเป็นผู้นำจากอาหรับที่เป็นที่ยอมรับในสมรภูมิท่ามกลางผู้นำมุญาฮิดีนชาวอัฟกันหลากหลายคน นอกจากประจำการในแนวรบด้านหน้าแล้ว ท่าน ยังได้ใช้ความรู้ที่ท่านมีไปกับการเผยแพร่ เชิญชวน และปลุกเร้าให้ความปรารถนาที่จะทำญิฮาดเปล่งประกายอยู่ในหัวใจของมุสลิมทั่ว ทุกมุมโลก ไม่ว่าจะโดยผ่านงานเขียนที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางของท่าน หรือโดยผ่านการเดินทางไปบรรยายในสถานที่ต่างๆ ในระยะต่อมาสมรภูมิญิฮาดต่อต้านโซเวียตครั้งนี้จึงกลายเป็นแหล่งรวมพลมุญาฮิดีนจากทั่วทุกมุมโลก ญิฮาดที่อัฟกันครั้งนี้ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น“ญิฮาดสากล”ที่ข้ามผ่านกำแพงแห่งเชื้อชาติ สีผิว และภาษา มีแต่อิสลามเท่านั้นที่ทำให้เหล่านักสู้จากทั่วสารทิศเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีชัยคฺอัซซามเป็นฟันเฟืองที่สำคัญยิ่ง
การ อุทิศชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตมีไปในถนนสายญิฮาดของชัยคฺอัซซามเป็น แบบฉบับอันงดงามที่คนหนุ่มสาวรุ่นต่อ ๆ มา จะได้ยึดเอาเป็นแบบเรียน ครั้งหนึ่งชัยคฺอัซซามได้กล่าวว่า “ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเพิ่งมีอายุเพียง 9 ปีเท่านั้น 7 ปีครึ่งฉันใช้มันไปในญิฮาดที่อัฟกันนี้ อีกปีครึ่งฉันใช้มันไปในญิฮาดที่ปาเลสไตน์ นอกจากนั้นแล้ว...ไม่มีค่าอะไรเลย!”
ชัยคฺอัซซามไม่เพียงแสดงให้ประชาชาตินี้ได้เห็นถึงความกล้าหาญทั้งในคำพูดและการกระทำ แต่ท่านยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพและมารยาทแห่งอิบาดุรเราะฮฺมานที่แข็งกร้าวนักกับศัตรูของดีนนี้ แต่ยอมจำนนอย่างศิโรราบต่อผู้อภิบาลของทุกชีวิต ชัยคฺอัซซามใช้ชีวิตอย่างสมถะที่สุด ท่านถือศีลอดวันเว้นวันตามแบบของนบีดาวุด และให้สิทธิ์แก่มุญาฮิดีนคนอื่นก่อนตนเองเสมอ
ความสมถะและมักน้อยในวิถีชีวิตนี้เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้ในมุญาฮิดีนเกือบทุกคน นับตั้งแต่อดีตกาลจนปัจจุบัน รวมทั้งมุญาฮิดคนสำคัญของโลกทุกวันนี้อย่างอุซามะฮฺ บิน ลาดิน ชัยคฺอัซซามเคยกล่าวถึงเขาว่า “ขออัลลอฮฺคุ้มครองเขาเถิด...อบูอับดุลลอฮฺ – อุซามะฮฺ บิน ลาดิน ดวงตาของฉันไม่เคยพบใครเหมือนเช่นเขาบนหน้าแผ่นดิน เขาใช้ชีวิตเหมือนเป็นพลเมืองของประเทศที่ยากจนที่สุด เมื่อตอนที่ฉันไปทำฮัจญฺ ฉันเคยไปพักที่บ้านของเขาในญิดดะฮฺ ปรากฏว่าบ้านของเขาไม่มีแม้แต่โต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว เขามีภรรยาสี่คน และไม่มีบ้านใครในสี่คนนั้นที่มีโต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว! คนงานในอียิปต์หรือจอร์แดนยังจะมีบ้านที่ดีเสียยิ่งกว่าที่อุซามะฮฺมี แต่เห็นเขาเป็นแบบนี้เถอะ หากคุณขอเงินเขาสักล้านเหรียญเพื่อไปให้มุญาฮิดีน เขาจะหยิบเช็คออกมาเซ็นให้คุณในทันที! ”
ข้อมูลจาก http://pee-nu-d.spaces.live.com/
เมื่อสถานการณ์การสู้รบจบลงโดยศัตรูของอัลลอฮฺเป็นฝ่ายปราชัยและยอมที่จะถอนทหารออกไป ชัยคฺอัซซามเป็นผู้นำสำคัญคนหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ผสานกำลังของมุญาฮิดีนกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้น แต่แม้อัลลอฮฺจะประสงค์ให้ท่านมีชีวิตอยู่จนพบตอนจบของสงครามอันเต็มเปี่ยมไปด้วยสัญลักษณ์แห่งความช่วยเหลือจากพระองค์ บรรดาศัตรูของดีนนี้ที่ยังแฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่างๆก็ยังมีความพยายามที่จะลอบสังหารท่านอยู่เสมอ
ในปี 1989 อันเป็นปีสุดท้ายของสงคราม ทหารโซเวียตได้ยกพลกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นปี มีผู้นำระเบิดมาวางไว้ใต้มิมบัรที่ชัยคฺอัซซามต้องขึ้นคุตบะฮฺทุกวันศุกร์ อานุภาพของระเบิดที่ถูกวางไว้นี้สามารถจะสังหารทุกคนในมัสยิดได้ทั้งหมดหากมันเกิดระเบิดขึ้น แต่ด้วยความช่วยเหลือและความประสงค์ของอัลลอฮฺ ปรากฏว่าระเบิดดังกล่าวไม่ทำงานและสามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม วันเวลาที่อัลลอฮฺประสงค์จะเรียกชัยคฺอัซซามกลับไปพบพระองค์ก็มาถึงในปีเดียวกันนี้เอง วันนั้นคือวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 1989
ในวันนั้น ระเบิดสามลูกถูกวางไว้บนถนนสายแคบที่รถสามารถแล่นผ่านได้เพียงเลนส์เดียวอันเป็น ถนนที่ชัยคฺอัซซามต้องใช้ในการเดินทางไปคุตบะฮฺวันศุกร์ โดยในวันศุกร์นั้น ชัยคฺอัซซามได้นั่งรถไปกับลูกชายสองคน คือมุฮัมมัด และอิบรอฮีม ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 20 และ 15 ปี ตามลำดับ เมื่อรถแล่นไปตามถนนได้ไม่นานก็ต้องหยุดลงด้วยเสียงระเบิดลูกที่ 1 ซึ่งเกิดห่างออกไป ทำให้ไม่มีใครเป็นอันตราย ชัยคฺอัซซามตัดสินใจลงจากรถเพื่อเดินเท้าต่อไปยังมัสยิด คนร้ายที่รออยู่แล้วจึงกดระเบิดที่เหลือ เสียงระเบิดดังกังวานไปทั่วทั้งเมือง และผลลัพธ์ของมันคือการเสียชีวิตในทันทีของชัยคฺอัซซามและลูก ๆ โดยที่ร่างของทั้งหมดต่างกระเด็นไปตกคนละที่
นั่นคือฉากสุดท้ายแห่งชีวิตในดุนยานี้ของชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัซซา ม...บุรุษผู้มีญิฮาดเป็นลมหายใจเข้าออก...ลูกผู้ชายที่ไม่มีวันยอมนั่งอยู่ เบื้องหลังในขณะที่ดินแดนของมุสลิมถูกยึดครอง...นักขายดุนยาที่ได้ทำให้ครบ ถ้วนแล้วซึ่งสัญญาของเขากับเจ้าของชีวิต
ขออัลลอฮฺรับท่านไว้ในตำแหน่งชะฮีดอันสูงส่งเถิด...ชายผู้ที่สามารถจะมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติและสุขสบายแค่ไหนก็ได้ ด้วยคุณสมบัติของท่าน ความรู้ของท่าน และโอกาสต่างๆ ในชีวิตท่าน แต่เพราะเกียรติเดียวที่ท่านมุ่งหวังคือเกียรติแห่งชะฮีด และ ความสุขสบายเดียวที่ท่านปราถนาคือความสุขสบายแห่งญันนะตุลฟิรเดาสฺ...เส้น ทางที่ท่านเลือกเดินจึงมีสายเดียวเท่านั้น - เส้นทางแห่งญิฮาดฟีสบีลิลลาฮฺ!
การจากไปของชีวิต 1 ในอุมมะฮฺนี้ ไม่ได้ทำให้เสียงเรียกร้องแห่งญิฮาดหายไป หรือแม้แต่เบาลง การญิฮาดจะยังคงดำเนินต่อไปโดยคนกลุ่ม 1 จากอุมมะฮฺนี้ที่ได้รับคัดเลือกแล้ว จนกว่ายามอวสานจะมาถึง พวกเขาไม่ได้กลัวความตายมากไปกว่าความกริ้วโกรธของผู้อภิบาล และการที่พวกเขาจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ มีใครสักกี่คนในอุมมะฮฺนี้ที่จะสำนึกว่าการมีชีวิตอยู่อยางสุขสบาย การที่เรายังหัวเราะ และหมกหมุ่นกับสิ่งไร้สาระได้ ขณะที่ไม่ไกลนัก...มีพี่น้องของเรากำลังถูกฆ่า ถูกข่มขืน และถูกทรมานทารุน...มันเป็นชีวิตที่หาเกียรติไม่ได้...ไม่ได้เลย
ที่สุดแล้วทุกชีวิตก็ต้องจากโลกนี้ไป ในอดีตที่ผ่านมาทุกวันก็มีใครสักคนจากลาโลกนี้ไป ในวันนี้ ขณะนี้ วินาทีนี้ก็มีใครสักคนกำลังจากไป และพรุ่งนี้ก็เช่นกัน แต่จะมีสักกี่คนที่การจากไปของเขาไม่อาจเรียกว่าความตายได้ เพราะเขายังมีชีวิตอยู่ และจะยังมีอยู่เสมอ ทั้งในท้องนกสีเขียว ณ ข้างเคียงบัลลังก์ของอัรเราะฮฺมาน และในหัวใจของคนที่อยู่เบื้องหลัง
ขออัลลอฮฺรับชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัซซามไว้ในหมู่คนเหล่านั้นเถิด...คนที่ไม่มีวันตาย!
"และเจ้าจงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในทางของอัลลอฮ์นั้นตายมิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขา ในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ พวกเขามีความปลาบปลื้มต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่พวกเขา จากความกรุณาของพระองค์ และปิติยินดีต่อบรรดาผู้ที่ยังมาไม่ทันพวกเขาซึ่งอยู่เบื้องหลังพวกเขาว่าไม่มีความกลัวใดๆ แก่พวกเขาและทั้งพวกเขาจะไม่เสียใจ"[อาละอิมรอน 3: 169-170]
ข้อมูลจาก http://pee-nu-d.spaces.live.com/